2008/Mar/18

Byousoku 5 Centimeters
"a chain of short stories about their distance."
เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น โดย มาโกโตะ ชินไก
(ผลงานเก่าๆของเขา เช่น Voices of a Distant Star)

Byousoku 5 Centimeters เป็นภาพยนตร์ที่ภาพสวยจนน่าใจหาย
สีสันสวยงามมาก ทั้งภาพอย่างกับสถานที่จริง (ทราบมาว่า วาดจากสถานที่จริงด้วย)
แสงเงางดงามเกินบรรยาย (ดูจากภาพประกอบในบล็อกนี้ได้)

ส่วนเนื้อหาของภาพยนตร์ไม่ได้เป็นเรื่องราวเหนือจินตนาการใดๆ
แต่เป็นเรื่องของคนปกติเดินดินอย่างเราๆว่าด้วยเรื่อง ความรัก

หนังตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องของ ระยะทางกับความรัก

หนังแบ่งออกเป็น 3 ช่วง เหมือนกับหนังสั้น
ช่วง 1 "กลีบซากุระ"

เล่าเรื่องของ ทากากิ กับ อาคาริ เด็กประถมสองคนที่เป็นเพื่อนสนิทกันในกรุงโตเกียว
แต่พอขึ้นม.ต้น อาคาริก็จำต้องย้ายโรงเรียนไปอยู่จังหวัดอื่น
ทั้งสองติดต่อกันทางจดหมายตลอด จนวันหนึ่งที่ทากากิพบว่าตัวเองต้องย้าย รร เช่นกัน
เขาตัดสินใจนั่งรถไฟไปพบอาคาริอีกครั้ง ในวันที่หิมะตกหนักมาก

ช่วงที่ 2 "คอสโมนอท์"

เล่าเรื่อง ทากากิ ในช่วงม.ปลาย ซึ่งมี คานาเอะ สุมิตะ เด็กผู้หญิงคนหนึ่งแอบชอบ
เธอได้แต่เฝ้ามองทากากิอยู่ฝ่ายเดียว เธออยากจะสารภาพรักกับเขา
แต่ก็มักพบว่าทากากิมักจะเหม่อมองหาบางสิ่งที่อยู่ไกลตัวออกไป
ซึ่งคานาเอะรู้ดีว่าสิ่งที่เขาเฝ้ามองหานั้น เธอไม่สามารถเติมเต็มให้ได้

ช่วงที่ 3 "5 เซนติเมตรต่อวินาที"

เล่าเรื่องทากากิในวัยทำงาน เขากลับมาทำงานในกรุงโตเกียว
เมืองที่เขาเคยอยู่ตอนเด็กๆอีกครั้ง ทากากิยังคงฝังใจกับเรื่องราวในวัยเด็กอยู่ตลอด
ในวันหนึ่ง ทากากิได้สวนกับผู้หญิงคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาบนทางรถไฟ
เมื่อเขาหันกลับไปมองเธอชัดๆก็พบว่ารถไฟวิ่งมาบดบังภาพของผู้หญิงคนนั้นพอดี

หนังเล่าเรื่องของคนสองคนที่ผูกพันกันมาก แต่กลับมีอุปสรรคที่ขัดขวางคือระยะทาง
ในวัยเด็กเช่นนั้น ทั้งคู่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยายามติดต่อถึงกัน
โดยจดหมาย และโทรศัพท์บ้าง (สมัยก่อนไม่มีมือถือ)
อุปสรรคที่ทั้งคู่อาจไม่ได้นึกถึงหรือมารู้ตัวตอนหลัง นั่นก็คือ เวลา ซึ่งค่อยๆพรากทั้งคู่ห่างจากกัน
ระยะทาง อาจทำให้ทั้งคู่ห่างกันโดย สถานที่
แต่ เวลา ทำให้ทั้งคู่ห่างจากกันโดย ความรู้สึก

5 เซนติเมตรต่อวินาที คือความเร็วของกลีบซากุระที่ร่วงลงสู่พื้น
ซึ่งเป็นคำพูดของอาคาริในตอนต้นเรื่อง
หนังได้พูดถึงความเร็วกับระยะทางของสิ่งหลายๆอย่าง
เช่นความเร็วของรถไฟที่ทากากินั่งไปหาอาคาริ หรือความเร็วของจรวด
แต่สุดท้ายแล้วที่หนังต้องการสื่อก็คือ
ความเร็วของหัวใจคน ซึ่งแต่ละคนก็มีความเร็วไม่เท่ากัน
ดูเหมือนว่าหัวใจของทากากิจะเดินช้ากว่าหัวใจของอาคาริ
และนั่นเองที่เป็นสิ่งที่ทำให้ทากากิยังไม่สามารถดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าอย่างมีความสุขได้
เพราะหัวใจของเขายังคงอยู่ในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในฉากสุดท้ายนั้น อาจเป็นนิมิตหมายอันดีว่า
หัวใจของเขาพร้อมจะก้าวไปข้างหน้าแล้ว
เมื่อทากากิหันหลังให้กับทางรถไฟ แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยรอยยิ้ม

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจเข้าถึงคนหลายคนที่เคยประสบเหตุการณ์เช่นเดียวกับทากากิ
ที่ว่า "รักแท้ แพ้ระยะทาง" และ "กาลเวลาย่อมทำให้คนเปลี่ยนแปลงไป"
ส่วนตัวคิดว่า ส่วนที่ทรงพลังที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในช่วงที่ 3
เมื่อเริ่มขึ้นอินโทรเพลง "One More Time, One More Chance"
พร้อมกับภาพที่ตัดไปมา ให้เห็นความเป็นไปตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
เนื้อเพลงสื่อถึงความรู้สึกของทากากิได้ดีมาก (และอาจตรงใจใครหลายคนด้วย)
ในท่อนที่บอกว่า ...

ฉันกำลังตามหาเธอ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นบ้านทางโน้น หรือทางเดินด้านหลัง
ทั้งๆที่ไม่น่าจะอยู่ในที่แบบนั้นได้
ถ้าปาฏิหาริย์มีจริง ฉันอยากจะไปพบเธอทันที

ฉันกำลังตามหาเธอ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
ไม่ว่าจะเป็นที่สี่แยก หรือในความฝัน
บนถนนในตอนเช้า หรือใต้ต้นซากุระในเมือง
จะในร้านขายของที่ระลึก กล่องใส่หนังสือพิมพ์
ทั้งๆที่ไม่น่าจะอยู่ในที่แบบนั้นได้

ฉันกำลังตามหาเธอ ณ ที่ใดที่หนึ่ง
กับใบหน้าที่มีรอยยิ้มของเธอ
ไม่ว่าจะเป็นทางรถด่วนขบวนพิเศษ
ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไปได้
ฉันจะกลับไปพบเธอให้มากเท่าที่จะทำได้
ไม่ว่าจะที่ไหน ไม่ว่าจะเป็นอะไร
ก็ไม่มีสิ่งใดเลย ที่สำคัญเท่ากับเธอ



Cinnamoroll
View full profile