BABEL มนุษย์เราต่างกันแค่เชื้อชาติและภาษา
posted on 19 Feb 2007 12:50 by cinnamoroll in Movies
ไปดูเรื่องนี้เมื่อสัปดาห์ก่อน แต่ช่วงนั้นติดสอบและรายงาน วันนี้พอจะว่างเลยมีโอกาสมาเขียนถึง
บาเบล หรือ เบเบ้ล (อ่านแบบภาษาอังกฤษ) คือชื่อ หอคอยที่ปรากฏในพระคัมภีร์เก่า Old Testament ว่า ในสมัยนั้น ตอนแรกมนุษย์ยังพูดภาษาเดียวกันอยู่ และเริ่มคิดจะสร้างหอคอยให้สูงเทียมสวรรค์ให้ได้ พระผู้เป็นเจ้าเห็นดังนั้นจึงทำลายหอคอยดังกล่าว และสาปให้มนุษย์ทั้งหลายพูดคนละภาษา และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกต่างทางชนชาติและภาษานั่นเอง (บาเบล ในภาษาฮีบรูแปลว่าวุ่นวาย)
[ นอกเรื่อง :และทำให้อาชีพการแปลกำเนิดขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน (ฮา) ]
หนังเรื่องนี้มีดีกรีเป็นถึงหนังรางวัล ได้รับรางวัลลูกโลกทองคำสาขาภาพยนตร์ชีวิตยอดเยี่ยม และยังได้ชิงรางวัลออสการ์ 7 สาขา ทำไมนะ หนังเรื่องนี้มีดีที่ตรงไหน ?
Babel เล่าเรื่องราวที่เริ่มต้นด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว เมื่อเด็กชายโมรอคโค 2 คน นำปืนของพ่อมาเล่น ปืนที่พ่อซื้อมาเพื่อใช้ยิงไล่หมาไนที่ชอบมาวุ่นวายกับฝูงแกะ ทั้งสองลองทดสอบปืนดูว่าจะยิงไปได้ไกลแค่ไหน และเมื่อคนน้องซึ่งยิงปืนแม่นมาก ก็ได้ยิงไปที่รถบัสคนหนึ่ง และกระสุนนั้นก็ได้ทะลุผ่านหน้าต่างรถบัสเข้าไป
ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ สามีภรรยาชาวอเมริกันที่มีเรื่องขัดแย้งกันอยู่ ได้มาที่โมรอคโคเพื่อปรับความเข้าใจกัน ภรรยากำลังนั่งหลับเคลิ้มๆริมหน้าต่างรถบัสแล้วจู่ๆ กระสุนลูกหนึ่งก็วิ่งพุ่งเข้าไหล่ของเธอ ฝ่ายสามีตกใจมาก สั่งให้หยุดรถบัสนั้น บรรดานักท่องเที่ยวก็พากันตกใจ ต่างคิดกันไปว่าเป็นการก่อการร้ายรึเปล่า
หนังเล่าเรื่องตัดมาอีกที่คนกลุ่มหนึ่ง ลูกสาวและลูกชายของสามีอเมริกันคนนั้น ถูกทิ้งไว้ที่บ้านให้พี่เลี้ยงชาวเม๊กซิกันดูแล สามีอเมริกันคนนั้นกลับมาที่บ้านไม่ได้เพราะอุบัติเหตุ พี่เลี้ยงคนนั้นก็เลยเดือดร้อนเพราะวันรุ่งขึ้นลูกชายตัวเองจะแต่งงาน พี่เลี้ยงคนนั้นเลยตัดสินใจพาเด็กข้ามพรมแดนประเทศไปเม๊กซิโกด้วย เพื่อร่วมงานแต่งงานของลูก การนำเด็กอเมริกันข้ามประเทศนับเป็นความผิดที่ร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อคนที่นำเข้ามา(และออกไป)คือชาวเม๊กซิกันที่ลอบเข้ามาทำงานในประเทศอย่างเธอ
ตัดมาที่เรื่องราวในประเทศญี่ปุ่น เด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่งกำลังเผชิญปัญหาเรื่องการสื่อสารกับคนอื่นๆ เพราะเธอเป็นใบ้หูหนวก ถึงเธอจะมีเพื่อนแก๊งเดียวกันที่ใช้ภาษามือเหมือนกัน แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าเธอเป็นตัวประหลาดในสังคมอยู่ดี และเธอยังมีปัญหาอะไรบางอย่างกับพ่อด้วย (แม่เธอเสียชีวิตไปแล้ว) เธอจึงโหยหาความรักจากคนรอบข้างตลอดเวลา และสิ่งที่วัยรุ่นอย่างเธอคิดได้อย่างเดียวว่ามันน่าจะเป็นความรักก็คือ เซ็กส์
เรื่องราวจะตัดสลับไปมาโดยไม่เรียงลำดับเวลา ระหว่างคน 4 กลุ่มนี้ ในประเทศ 3 แห่ง คน 3 กลุ่มแรกดูจะเกี่ยวข้องกันอย่างเห็นได้ชัด แต่เรื่องของเด็กญี่ปุ่นนี้ อาจจะทำให้สงสัยว่ามาเกี่ยวได้อย่างไร แต่ตอนหลังก็เฉลยว่าพ่อของเด็กนั่นเองที่เกี่ยวข้องกับปืนกระบอกนั้น
เรื่องราวในญี่ปุ่นเหมือนว่าจะโดดออกมาจากสามเรื่องแรก แต่สะท้อนแก่นเรื่องได้ชัดเจนซึ่งก็คือเรื่องปัญหาการสื่อสาร นอกจากนี้ยังเป็นพาร์ทที่ดูแล้วสนุกและไม่กดดันเท่าเหตุการณ์ในสามกลุ่มแรกด้วย แต่พาร์ทญี่ปุ่นนี้จะมีคำถามมากมายว่าทำไมแม่เธอจึงฆ่าตัวตาย ลูกสาวโกรธพ่อเรื่องอะไร ตกลงแม่เธอโดดตึกหรือยิงปืนฆ่าตัวตายกันแน่ แต่จนแล้วจนเล่าหนังจบก็ไม่ได้เฉลยให้ชัดเจน เหมือนจะทิ้งให้คนดูกลับไปคิด(ตามใจชอบ)มากกว่า
เรื่องนี้สะท้อนปัญหาอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด และเป็นแก่นของเรื่องคือ เรื่องการสื่อสาร เพราะมนุษย์เราพูดคนละภาษา และยังเป็นคนละเชื้อชาติ โลกเราจึงเกิดปัญหาขัดแย้งได้เสมอๆ เห็นได้จากฉากที่สามีอเมริกันพยายามช่วยชีวิตภรรยาตัวเอง โดยต้องอาศัยชายชาวโมรอคโคใจดีคนหนึ่งที่พูดภาษาอังกฤษได้มาเป็นล่ามกับหมอเถื่อนให้ หรือฉากที่พี่เลี้ยงนั่งรถหลานชายพาเด็กอเมริกันทั้งสองกลับเข้ามาในอเมริกา ผ่านด่าน ตม. แล้วเกิดการถกเถียงกันเพราะความเข้าใจผิด หรือกระทั่งฉากในญี่ปุ่น ที่เด็กสาวใบ้พยายามสื่อสารกับคนอื่นๆในสังคม
นอกจากนี้ยังสะท้อนว่า การกระทำเพียงเล็กน้อย หรือที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องเล็กๆ อย่างการทดสอบปืนเล่นๆของเด็กโมรอคโค กลับก่อผลกระทบ และความเดือดร้อนต่อคนอื่นๆได้ ไม่ใช่แค่ในประเทศเท่านั้น แต่ข้ามประเทศมันเลยทีเดียว (คล้ายๆกลับทฤษฎี Butterfly Effect)
และถ้ามองกันดีๆ อีกอย่างที่เราพบก็คือ ปัญหาครอบครัว เรื่องทั้งหมดก็น่าจะมาจากการที่พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบไม่เอาใจใส่ หรือ ไม่สื่อสารกันในครอบครัว ทำให้เกิดความห่างเหิน ไม่เข้าใจกันในที่สุด ดังจะเห็นจากความสัมพันธ์ พ่อลูกชาวโมรอคโค พอลูกทั้งสองรู้ว่ายิงปืนถูกคนในรถบัส ก็ปิดเงียบไม่บอกพ่อเพราะกลัวพ่อด่า+ตีจนในที่สุดก็เกิดเรื่องเศร้าตามมา หรือความสัมพันธ์ของพ่อแม่ชาวอเมริกันที่ทิ้งลูกสองคน(ตัวกระเปี๊ยก)ให้พี่เลี้ยงดูแล หรือความสัมพันธ์ พ่อลูกชาวญี่ปุ่น ที่ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ทั้งสองก็ดูเหมือนจะสื่อสารกันไม่เข้าใจ พ่อเธอค่อนข้างบ้างานและทิ้งให้ลูกอยู่คนเดียวในคอนโดหรู ลูกสาวจึงเหมือนวัยรุ่นทั่วไปที่เริ่มใจแตก และทำตัวเสเพล (เงินไม่ช่วยอะไร)
นอกนั้นก็พูดถึงประเด็นของชีวิต ความเห็นแก่ตัวของคนรวมทั้งความรักด้วย แม้ว่าจะคนละชาติ คนละภาษา แต่มนุษย์เราก็มีจุดร่วมเดียวกันคือ มนุษย์เราต่างก็ต้องการความรัก ชีวิตจะมีค่าเมื่อเรามีคนที่เรารัก
ก็นับว่าเป็นหนังที่ดีเรื่องหนึ่ง แต่ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้ออสการ์รึเปล่า เพราะหนังเรื่องนี้ค่อนข้างจะด่าประเทศอเมริกาไว้มาก (ฮ่าๆ)เช่น ในเรื่องยังไม่ทันไรเลยก็สรุปว่าที่โดนยิงเป็นการก่อการร้ายซะงั้น และมีการเหยียดผิวของคนอเมริกันปรากฏอยู่ในตอนที่นักท่องเที่ยวไม่อยากจะอยู่ร่วมกับชาวบ้านโมรอคโคเพราะกลัวว่าคนเถื่อนพวกนี้จะฆ่าเขา (แล้วพวกแกมาเที่ยวที่นี่ทำบ้าอะไร) หรืออย่างที่ตำรวจอเมริกันระแวงและปฏิบัติต่อพี่เลี้ยงชาวเม๊กซิกันอย่างกับเธอเป็นคนร้ายลักพาตัวเด็ก
ถึงแม้นักแสดงนำจะเป็นแบรด พิทท์ กับ เคท บลันซ์ (สามีภรรยาชาวอเมริกัน) ซึ่งมีดีกรีแสดงเก่งทั้งคู่ แต่ในเรื่องก็ไม่ได้โดดเด่นมากมายเท่ากับ คนที่เล่นเป็น พี่เลี้ยงชาวเม๊กซิกัน (เธอเล่นได้สุดยอดมาก) และเด็กหญิงชาวญี่ปุ่น (เล่นได้โคดสุดยอดเหมือนกัน) ไม่แปลกใจเลยที่สองคนหลังได้เข้าชิงออสการ์สาขานักแสดงสบทบทั้งคู่ คิดว่าไม่ใครก็ใครในสองคนนี้น่าจะได้แหละ (ขอเชียร์)
ปล. ตอนที่ดูเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่แสดงเป็นลูกสาวแบรดพิทท์หน้าคุ้นๆ คล้ายๆกับหนูดาโกต้า แต่ก็แอบคิดไปว่า เออ สงสัยเด็กอเมริกาหน้าเหมือนๆกันแบบนี้ล่ะมั้ง สุดท้ายมารู้ทีหลังว่า เป็นน้องสาวดาโกต้านะเอง น่ารักดี

อยากดูๆๆ
#1 By i a f i a f on 2007-02-19 13:16