หลังจากดูการ์ตูนเรื่องนี้แล้วพบว่า pixar ยังคงมาตรฐาน อนิเมชั่นภาพสวย เรื่องสนุก แฝงสาระดี ไว้ตามแบบฉบับของเขาเช่นเคย นอกจากนี้ ต้องยอมรับการ์ตูนอนิเมชั่นสมัยนี้ไม่ได้สร้างมาสำหรับเด็กเท่านั้นแล้ว หลายเรื่องที่เป็นการสอนผู้ใหญ่ด้วยซ้ำไป ดังเช่นเรื่องนี้เป็นต้น

R a t a t o u i l l e


เล่าเรื่องราวของหนูตัวหนึ่งชื่อ เรมี่ มีประสาทการดมกลิ่นและประสาทรับรสชาติขั้นเทพ
พ่อของเรมี่เห็นความสามารถนี้จึงให้เรมี่ทำหน้าที่เป็น"ผู้ตรวจสอบสารพิษ" แต่ดูเหมือนเรมี่จะยังไม่พอใจชีวิตแบบนี้ ที่เขาสนใจมากกว่าคือการทำอาหาร และเรมี่ยังชื่นชม กุสโต้ เจ้าของร้านอาหารชื่อดัง ซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ Anyone can cook (ใครๆก็ทำอาหารได้) ซึ่งข้อความนี้ทำให้เรมี่ได้รับแรงบันดาลใจและคิดจะทำอาหารขึ้นมาจริงๆ

แต่ทว่า อีโก้ นักวิจารณ์อาหารชื่อดัง กลับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของกุสโต้ที่ว่า "ใครๆก็ทำอาหารได้" เขาเชื่อว่า ศิลปะแห่งการทำอาหารนั้น ต้องมาจากศิลปินผู้มีพรสวรรค์ทางการปรุงอย่างแท้จริง เมื่ออีโก้ได้วิจารณ์อาหารของกุสโต้ เขาวิจารณ์อย่างหนักจนกระทั่งร้านอาหารกุสโต้ถูกลดดาวจาก 5 ดวงเป็น 4 ดวงแทน กุสโต้ช้ำใจจนเสียชีวิต และนั่นยิ่งทำให้ชื่อเสียงร้านอาหารกุสโต้ย่ำแย่ไปอีก กลายเป็นร้านอาหาร 3 ดาวแทน

เรมี่หลงทางกับครอบครัวและบังเอิญไปโผล่ที่กรุงปารีส ณ ร้านอาหารของกุสโต้ เขาแอบเข้าไปในครัวและบังเอิญไปช่วยปรุงซุปที่พนักงานคนหนึ่งทำเสีย ปรากฏว่าซุปนั้นรสชาติเลิศมากจนกระทั่งลูกค้าต้องเอ่ยปากชม หัวหน้าเชฟ (ที่รับช่วงต่อร้านแทนกุสโต้) คิดว่าพนักงานคนใหม่นันเป็นคนปรุงซุป จึงสั่งให้เขาทำหน้าที่ทำซุปแทน

พนักงานคนนั้นก็คือ ลิงกวินี่ และกลายมาเป็นคู่หูกับเรมี่ไปโดยปริยาย โดยให้เรมี่เป็นผู้ทำอาหารส่วนเข้ารับหน้าที่ตัวแทนเป็นมนุษย์(เหมือนหุ่นชักใย)

เรื่องราวต่อจากนี้ล้วนเกินจะคาดเดา เป็นปกติที่เวลาเราดูหนัง เราจะเดาตอนต่อไปโดยอัติโนมัติ แต่เรื่องนี้ถ้าเดาก็ได้เพียงเล็กน้อย เพราะคุณจะไม่รู้เลยว่าเรื่องราวจะจบลงอย่างไร ซึ่งนั้นก็เป็นข้อดีข้อหนึ่งของเรื่องนี้

ความฝันที่เหมือนจะเป็นไปไม่ได้

ถือเป็นการสรรค์สร้างความขัดแย้งแบบสุดขั้ว เมื่อหนูตัวหนึ่งฝันอยากจะทำอาหารและเป็นพ่อครัว (คือ... หนูเนี่ยนะ จะทำอาหาร แค่คิดภาพในชีวิตจริงก็น่าขยะแขยงเต็มทนแล้ว -*-) และความขัดแย้งจนดูเป็นไปไม่ได้นี้เองที่ทำให้เนื้อเรื่องสนุกและมีสีสันมาก
นอกจากนี้ความขัดแย้งดังกล่าวยังเป็นตัวผลักดันให้คนเราได้คิดถึงความฝันของตัวเองสักนิดนึงว่า มันเป็นไปไม่ได้จริงๆหรือ? บางคนอาจคิดว่าการฝันอะไรที่ยิ่งใหญ่เกินจริงนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้องมงาย และละทิ้งมันไปอย่างง่ายดาย แต่จากเรื่องนี้ กุสโต้ (ซึ่งเป็นจินตนาการของเรมี่) บอกเราว่า หากเรามีความสามารถจริง และเชื่อในศักยภาพของตัวเอง ไม่ว่าอะไรๆเราก็ทำได้ทั้งนั้น

* ชอบประโยคนึงที่พ่อของเรมี่คัดค้านว่าหนูอย่างพวกเขา ยังไง๊ยังไงก็ไปเป็นกุ๊กไม่ได้แน่ๆล่ะ
พ่อกล่าวว่า "we can't change nature" (เราเปลี่ยนธรรมชาติไม่ได้หรอก)
แต่เรมี่โต้กลับว่า "Change is nature" (ธรรมชาติคือการเปลี่ยนแปลงตะหาก)

ประเด็นเรื่องนักวิจารณ์และศิลปิน

ต้องขอชมคนเขียนบทของเรื่องนี้มากๆ (และผู้แปลบทบรรยายด้วย) เพราะในช่วงที่อีโก้เขียนวิจารณ์อาหารที่เรมี่ทำในช่วงสุดท้าย ทุกถ้อยคำล้วนคมคายเหลือเกิน เขาพูดถึงมุมมองของศิลปินผู้สร้างและผู้วิจารณ์ได้ดีมาก

อีโก้บอกว่า งานวิจารณ์น่ะง่าย และนักวิจารณ์มักจะรู้สึกอยู่เหนือศิลปินเพราะคนพวกนั้นจะต้องเอางานมาให้เราตัดสิน แต่ในความจริงอันน่าเศร้าที่นักวิจารณ์ต้องพบก็คือ ในชีวิตจริงนั้น ศิลปะที่ไร้ค่าธรรมดาๆก็ยังมีค่ามากกว่าคำวิจารณ์ที่ไปว่าเขาเสียอีก (คร่าวๆประมาณนี้นะ จำไม่ค่อยได้)

และอีโก้หลังจากรู้แล้วว่าคนที่ทำอาหารนั้นเป็นหนูตัวหนึ่งเขาก็บอกว่า เขาเข้าใจประโยคยอดฮิตของกุสโต้แล้ว ที่ว่า "ใครๆก็ทำอาหารได้" ซึ่ง "ใครๆ" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง "ทุกๆคน" เพราะ "ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ได้ แต่ศิลปินที่ยิ่งใหญ่นั้นจะมาจากที่ใดก็ได้ต่างหาก" (Not everyone can become a great artist, but a great artist can come from anywhere.)
*ประโยคนี้เป็นประโยคที่เราประทับใจที่สุดในเรื่อง*

จากนี้ไป spoiled แน่ๆค่ะพี่น้อง

สิ่งที่ชอบ

1. ตัวละคร อีโก้ (ชื่อพี่แกนี่...ช่างสื่อเหลือเกิน) และช่วง10นาทีสุดท้ายนับตั้งแต่อีโก้เริ่มเขียนบทวิจารณ์
ตอนแรกๆตัวละครนี้มีภาพเป็นตัวร้ายเลยทีเดียว แต่พอดูๆไป อ่าว เป็นคนดีเหมือนกันนี่นา 555 ว่าแต่มุข กินอาหารแล้วนึกถึงอาหารฝีมือแม่ นี่มัน... โหลโคดๆ อ่านเจอในการ์ตูนญี่ปุ่นบ่อยมาก กระทั่งชินจังยังเอามุขนี้ไปใช้เลย แต่ก็ฮาดีนะ ชอบ
ส่วนช่วงบทวิจารณ์ของอีโก้ก็กล่าวไปแล้วข้างต้น เขียนได้ถ่อมตัวดี ฟังแล้วซึ้ง น้ำตาจะไหล ^^ เวอร์ไปป่ะ อิอิ

2. เนื้อเรื่องที่ดู realistic ดี
เรื่องความสมจริงในการ์ตูนปกติจะมีน้อยมากอยู่แล้ว แต่เรื่องนี้ก็ชอบตรงที่คู่หู หนูกับคน ในเรื่องนี้สื่อสารภาษากันไม่ได้ มันก็เลยดูสมจริงขึ้นมาบ้าง ถ้าคุยกันได้คงไม่น่าสนใจมากอ่ะ แล้วเหมือนเป็นคู่หูที่มีชีวิตเป็นของตัวเองดี เรมี่มีปัญหาในกลุ่มครอบครัวหนูของตัวเอง ลิงกวินี่ก็มีปัญหาความรัก การงานและชีวิตของตัวเอง
อ้อ ที่บอกว่าดูสมจริงอีกอย่างอยู่ตรงที่ บรรดาพนักงานในร้านไม่มีใครเชื่อตอนที่ลิงกวินี่พูดความจริงว่า เรมี่ต่างหากที่เป็น(หนู)ทำอาหาร คือ ชีวิตจริงเราก็คงไม่เชื่ออ่ะ หนูจะไปทำอาหารได้ไง และตอนจบ สุดท้ายร้านอาหารก็ถูกปิด (ก็สมควรล่ะนะ) แต่ก็ยังหาทางออกได้โดยไปเปิดร้านใหม่ เราว่าจบแบบนี้ก็โอเค

3. ภาพสวย ทั้งกรุงปารีส มุมมองของหนู (แปลกดี) และอาหารดูสวยน่าทานมาก

สิ่งที่ไม่ชอบ

ที่จริงก็ไม่ถึงกับไม่ชอบหรอก และไม่ได้เป็นข้อเสียร้ายแรงนะ แต่เป็นความเห็นส่วนตัว

1. การที่ให้เรมี่บังคับลิงกวินี่โดยการดึงผม - -'
มันเวอร์ไปป่ะเนี่ย ถ้าเราเป็นพนักงานในร้าน แล้วลิงกวินี่มาบอกความจริงเรื่องนี้ เราจะไม่เชื่อตาลิง ก็อีตรงนี้แหละ ดึงผมแล้วมือขยับได้เนี่ยนะ พี่คะ คนนะไม่ใช่หุ่นกระบอก

2. ภาพหนูเป็นฝูงๆ
น่ากลัวค่อดๆ ตั้งแต่ตอนแรกๆแล้วที่เพดานบ้านคุณยายถล่ม แล้วพบว่าหนูราวร้อยๆตัวอยู่บนหลังคา ชีวิตจริงเราคงช็อกแน่ๆ ขนาดดูเป็นการ์ตูนยังขนลุก แอบอี๋อยู่ในใจ 555 กับอีกตอนที่เรมี่พาบรรดาหนูมาขโมยอาหาร พอเห็นหนูวิ่งยั้วเยี้ยในห้องครัว โอ๊ย... ไม่ไหว -"- สยองกว่าเห็นคนถูกเฉือนอีก นี่กำลังคิดอยู่ว่าจะให้แม่ดูเรื่องนี้ดีมั้ย เพราะแม่เราเกลียดหนูแบบสุดๆ แล้วเรื่องนี้ก็มีฉากสะเทือนใจ(เช่นนี้)กับคนที่กลัวหนูด้วยสิ

3. ลิงกวินี่
เป็นตัวละครที่แปลก ดูแล้วไม่รู้สึกผูกพันเท่าเรมี่ อาจเพราะเราไม่ค่อยรู้ที่มาที่ไปของเขาเท่าไรนัก (ซึ่งไม่ได้หมายถึงประวัติพ่อแม่นะ อันนี้ในหนังบอกแล้ว) เราไม่รู้ความคิดในใจของเขาชัดเจน ไม่ว่าความปรารถนาของเขาที่แท้จริงเป็นเช่นไร อยากเป็นกุ๊กหรือเปล่า หรือแค่ได้งานทำอะไรก็ได้และเขาคิดยังไงกับการต้องมาเป็นตัวแทนของเรมี่และได้รับชื่อเสียงปลอมๆ หรือบางที... ลิงกวินี่อาจไม่ได้คิดอะไรเลยก็ได้ เขาเป็นตัวละครที่รู้สึกเหมือนเป็นตัวประกอบมากกว่าเป็นคู่หูของพระเอก

Le Festin (เพลงประกอบ)
เพลงเพราะมาก อยากฟังคลิ๊ก ที่นี่

ปล. สิ่งเกี่ยวข้องที่อยากบอกเพิ่มเติม
1. Ratatouille คือ ชื่ออาหารบ้านๆของฝรั่งเศสจำพวกผักหลายๆอย่างมาต้มๆผสมกัน (ปรากฏอยู่ในเรื่อง) ในเรื่องอ่านว่า แรท ทา ทุย อี ถ้าอ่านแบบฝรั่งเศสคงเป็น คาตาตุย(อี)
2. การ์ตูนเรื่อง Lifted ในตอนก่อนฉายเรื่องนี้ ฮามาก สีหน้าตัวการ์ตูนตลกจริงๆ
3. เรื่องต่อไปของ Pixar คือ Wall E เป็นเรื่องของหุ่นยนต์(ก่อสร้างมั้ง)เก่าๆตัวหนึ่ง หลงยุคไปอนาคต คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของการหา identity ของตัวเอง น่าดูเหมือนกัน ฉายปี 2008 จ้า

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

สงสัยต้องรู้ดูแผ่นแล้วเรา
แต่เห็นตัวอย่างแล้ว ภาพสวยจริงๆ ค่ะ

#1 By !2know ++ on 2007-08-17 15:47

วันนั้นซื้อตั๋วแล้วแต่ไม่ได้ดู ขออนุญาตยังไม่อ่านนะ

#2 By แมงปอ on 2007-08-17 16:30

เราก็ชอบอีโก้นะ ชอบตอนจบนะแหละว่าเขาสมเป็นนักวิจารณ์"ที่ดี"ดี ดูไม่เป็นตัวร้ายอย่างที่คิด

#3 By **geek~gone~wild** on 2007-08-22 07:26

*cinnamoroll View my profile