The Dark Knight ซูเปอร์ฮีโร่ในโลกแห่งความจริง
posted on 28 Jul 2008 18:49 by cinnamoroll in Movies
ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าปกติเราจะดูหนังได้ทุกแนว แต่หนังแนวที่ไม่ได้พิศมัยมากมายนอกจากหนังขายดาราตลกของไทยแล้วก็คือ หนังแนวแอคชั่นที่มีฮีโร่เป็นของตัวเองเช่น เจมส์ บอนด์ มิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ล เทอร์มิเนเตอร์ ฯลฯ คือดูได้ แต่ไม่ประทับใจอะไรมากมายนัก อาจเพราะเนื้อหามันจะค่อนข้างสำเร็จรูปก็ได้ และอีกประเภทนึงที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่คือแนวซูเปอร์ฮีโร่ อาจเพราะติดภาพจากการ์ตูนที่เห็นในวัยเด็กว่าพล็อตเรื่องไม่ได้มีอะไรมากมายก็แค่ superhero เผชิญหน้าศัตรูใหม่ๆ และจบลงด้วยการปราบศัตรูสำเร็จก็เท่านั้น
แต่ในยุคหลังๆมานี้ เราจะเห็นได้ว่าผู้สร้างเริ่มสำรวจจิตใจของตัวละครเหล่า hero หรือ superhero มากขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า การเป็นฮีโร่มีพลังวิเศษนี่มันไม่ได้โชคดีเลย / เหมือนเพลง It's not easy ของ Five For Fighting ที่พูดว่าการเป็น superman อย่างผมน่ะมันไม่ได้ง่ายเลยนะครับ / เนื่องจากคนที่เป็น superhero จะต้องปกปิดสถานะของตนเอง จะบอกใครมากไม่ได้ เดี๋ยวมีคนรู้เยอะความลับก็รั่วไหล
ถ้าใครดูซีรีส์ Small Ville (เรื่องราวก่อนคลาก เคนท์เป็นซูเปอร์แมน) เราจะเห็นใจคลาก เคนท์มากที่ทำดีแทบตายไม่มีใครรู้ แถมบางทีก็โดนเข้าใจผิดด้วย จะมีคนรักก็ไม่ได้เพราะต้องปิดบังสถานะของตัวเองตลอดเวลา อีกซีรีส์นึงที่เราชอบคือ Buffy the Vampire Slayer เรื่องราวทำนองว่านางเอกเป็น "the chosen one" (โปรดสังเกตคำว่า chosen แปลว่าถูกเลือก ไม่ได้เลือกเอง) ที่จะต้องมาเป็น slayer คอยปราบบรรดาผีต่างๆ ในซีรีส์เรื่องนี้เราก็เห็นความทุกข์ของนางเอกในเรื่องเดียวกันคือ เธอต้องเก็บเรื่องที่ตัวเองมีพลังวิเศษไม่ให้ใครรู้ และต้องแบกรับหน้าที่เป็น"ผู้ถูกเลือก" คอยกำจัดปีศาจร้ายทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นวัยรุ่นคนนึงที่อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆ หรืออย่าง Spiderman ที่มีประโยคสุดฮิตว่า "With great power comes great reponsibility" อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมภาระที่ใหญ่ยิ่ง ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการเป็นฮีโร่นี่ต้องแบกรับอะไรมากมาย
สรุปเหมือนหนังเหล่านี้จะบอกว่า เป็นคนธรรมดาๆแหละดีแล้ว แต่ถ้าอยากจะเป็นคนดีหรือฮีโร่เนี่ย คุณก็ต้องเสียสละอะไรหลายๆอย่างนะ
Batman Begins ก็เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องหนึ่งที่ไม่พลาดจะสำรวจความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร จำได้ว่าตอนเข้าไปดูเรื่องนี้ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรเลย และไม่ได้หวังอะไรมากมายจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เลยแม้แต่น้อย แต่ปรากฎว่าหนังสะท้อนภาพความหดหู่สภาพสังคมของเมือง ความกลัวของจิตใจมนุษย์ และเล่าที่มาที่ไปของแบทแมนได้ละเอียด เล่าซะจนรู้สึกได้เลยว่านี่มันไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่นี่นา มันเป็นเรื่องราวของฮีโร่ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆต่างหาก แถมแบทแมนยังเป็นตัวละครฮีโร่ที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยดูแนวนี้มา เรียกว่าเนื้อหาหนักกว่าที่คิดไว้มาก (และยาวเหลือเกิน) ตอนหลังถึงมารู้ว่าคุณคริสโตเฟอร์ โนแลนกำกับก็ถึงได้เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวแบทแมนได้ถูกตีความใหม่โดยเน้นด้านมืดของสังคมขนาดนี้ จำได้ว่า Batman Begins จบลงด้วยการปรากฎของไพ่โจ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นการทิ้งท้ายให้ชวนติดตามภาคต่อไปได้ดี
จนถึงปีนี้ ในที่สุด The Dark Knight เข้าโรงฉาย เราได้ยินเสียงร่ำลือจากหลายๆคน (ทั้งรอบตัวและในเว็บ) ว่าแบทแมนภาคนี้สนุกมาก และเมื่อเข้าไปชมด้วยตัวเองก็ต้องยอมรับว่าสมคำร่ำลือจริงๆ นานๆจะได้ดูหนังที่น่าประทับใจขนาดนี้ มันเปลี่ยนมุมมองหนังซูเปอร์ฮีโร่ของเราไปเลย
The Dark Knight สานต่ออารมณ์ที่หดหู่จาก Batman Begins ได้ต่อเนื่อง แต่คราวนี้หนังเลิกพูดถึงการต่อสู้ในจิตใจของตัวบรูซ เวย์นแล้ว แต่มาพูดถึงการต่อสู้ระหว่างความดีความชั่วของแบทแมนและเหล่าร้ายต่างๆแทน
จากนี้เป็นการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ The Dark Knight
วีรบุรุษที่คนต้องการ
เมืองก็อธแธมก็เป็นภาพสะท้อนของหลายๆเมืองในปัจจุบัน เมืองที่ภายนอกดูเจริญแต่ศีลธรรมของคนกลับแปรไปในทิศทางตรงกันข้าม แบทแมนอาจเป็นฮีโร่ของเมืองนี้ แต่ก็มีหลายคนยังไม่ไว้ใจเขาเนื่องจากประชาชนต้องการฮีโร่ที่ปราศจากหน้ากาก เราไม่ต้องการฮีโร่ลึกลับที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ฮาร์วี่ เดนท์ อัยการหนุ่มที่เต็มไปด้วยคุณธรรมจึงมาเติมเต็มตำแหน่งนี้ได้ดี เขาเป็นดั่งอัศวินขี่ม้าขาวที่อยู่กลางแจ้ง ประชาชนรู้แน่ชัดว่าเขาเป็นใคร แบทแมนก็รู้ข้อนี้ดีและต้องการให้ก็อดแธมได้มีฮีโร่ที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้เต็มที่ เป็นวีรบุรุษที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งรัตติกาลที่ใครๆก็อาจสวมรอยได้
ประเด็นนี้ลากยาวมาจนจบเรื่อง ดังที่หนังสรุปไว้ตอนท้ายว่า สุดท้ายแล้ว บางครั้งความจริงก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเปิดเผยเสมอไป ประชาชนต้องการสัญลักษณ์แห่งความดี ต้องการรางวัลจากความศรัทธาในความดี แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องโกหกก็ตาม
โลกนี้ไม่มีเส้นแบ่งสีขาวกับสีดำ
ความแตกต่างระหว่างแบทแมนและโจ๊กเกอร์อย่างหนึ่งก็คือทั้งสองเชื่อมั่นในสิ่งที่ต่างกัน แบทแมนเชื่อมั่นในความดี ส่วนโจ๊กเกอร์นั้นต้องการพิสูจน์ว่าความดีที่คุณเชื่อน่ะไม่จีรังหรอก และเหยื่อที่โจ๊กเกอร์เลือกมาพิสูจน์ให้เห็นก็คือ ฮาร์วี่ เดนท์ จากต้นเรื่องจนกลางเรื่อง เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าฮาร์วี่เป็นคนที่มีคุณธรรม เขายกย่องแบทแมนและยอมรับว่าเมืองก็อธแธมต้องการฮีโร่ แม้ว่าฮีโร่คนนั้นจะหลบอยู่ในเงามืดก็ตาม ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยวายร้ายและการคอรัปชั่นนั้น ประชาชนต้องการสัญลักษณ์แห่งความดีเพื่อที่เขาจะได้ยึดมั่นและศรัทธาในสิ่งๆนั้นได้ ทว่า กระทั่งบุคคลที่เต็มไปด้วยความดีอย่างฮาร์วี่ เดนท์ก็ยังถูกดึงลงมาเกลือกกลั้วกับความชั่วร้ายจนกลายเป็น ทูเฟซ ได้ จากกรณีของทูเฟซนั้น จะเห็นได้ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสีขาวล้วน ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ
ทว่าหากดูจากเหตุการณ์ระเบิดเรือในตอนท้ายแล้ว เราจะเห็นว่าในเรือที่เต็มไปด้วยอาชญากรนั้น ท่ามกลางความกดดัน ความสิ้นหวัง และจิตใจที่มืดมิดของมนุษย์ เราก็ยังเห็นแสงสว่างรำไรเมื่ออาชญากรคนหนึ่งตัดสินใจโยนตัวจุดระเบิดทิ้งลงทะเล (แทบจะปรบมือให้พี่คนนั้นเลย น่าจะไปโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสโลแกนว่า"ลูกผู้ชายตัวจริง"ซะเลย) จากเหตุการณ์นี้เราก็เห็นได้ว่าโลกนี้คงไม่มีสิ่งใดเป็นสีดำล้วนเช่นกัน
คุณสมบัติที่แท้จริงของฮีโร่
ไม่แน่ใจว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นได้ถกถึงประเด็นนี้แล้วหรือยัง (อย่างที่บอกตอนต้นว่าไม่ค่อยได้ดู) ในฮีโร่เรื่องอื่นๆเราจะเห็นได้ชัดว่าบุคคลที่จะมาเป็นฮีโร่นั้นต้องยึดมั่นในความดี และต้องเสียสละอย่างสูง เสียสละชีวิตแบบคนธรรมดาทิ้งไป เสียสละสิ่งที่ตัวเองต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้อง เสียสละช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับคนรัก เรียกว่าเสียสละทุกอย่างที่ชีวิตของมนุษย์ปกติพึงจะมี แต่ The Dark Knight ได้พูดถึงคุณสมบัติประการหนึ่งที่ฮีโร่ต้องมีนอกเหนือจากความดีและความเสียสละแล้ว คือต้องมี ความอดทน ทนรับในสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น และนี่คือข้อแตกต่างของบรูซ เวย์น และฮาร์วี่ เดนท์
ทั้งคู่สูญเสียสิ่งเดียวกันคือ เรเชล หญิงที่ทั้งสองรักมาก ฮาร์วี่ เดนท์รับการตายของเรเชลไม่ได้ โทษคนอื่น ถามหาความยุติธรรม และต้องการแก้แค้นจนโดนโจ๊กเกอร์เป่าหูอย่างง่ายดาย ในขณะที่บรูซ เวย์นหรือแบทแมนอดทนและคงยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง สุดท้ายมันก็แค่ว่าคุณรับได้หรือรับไม่ได้เท่านั้น คุณอดทนได้มากพอหรือเปล่า และเตรียมใจมามากพอแล้วหรือยังที่จะเสียสละทุกๆอย่าง รวมทั้งเตรียมใจรับผลที่เกิดขึ้นแม้ว่ามันอาจจะดูไม่ยุติธรรมก็ตาม
ตัวละครเด่นๆที่ประทับใจ
โจ๊กเกอร์ ไอ้โรคจิตที่โคตรฉลาด
ไอ้บ้านี่โรคจิตของจริง ดูแล้วรู้สึกขนลุกไปเลย เมื่อต้นปีดูหนังเรื่อง No Country for Old Men ก็ว่าอันตวน ชิการ์ ตัวร้ายถือปืนอัดอากาศนั้นน่ากลัวแล้วนะ แต่เจอโจ๊กเกอร์แล้วต้องชิดซ้ายไปเลย โจ๊กเกอร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน นับเป็นตัวร้ายที่มีสีสันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ไม่ว่าจะสไตล์การพูด การเลียปาก เสียงหัวเราะฮี่ๆๆๆ (ทั้งขำทั้งหลอน) อันนี้ยกความดีความชอบให้คุณฮีด เลทเจอร์ทั้งหมดเลย (ขอให้ไปสู่สุขคตินะคะ)
โจ๊กเกอร์นับเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อของแบทแมน จากหนังเรื่องนี้เรายังบอกไม่ได้เลยว่าใครแพ้ใครชนะ เพราะถ้ามองจากเหตุการณ์ระเบิดเรือแล้วยังรู้สึกได้ว่า โจ๊กเกอร์เป็นฝ่ายแพ้ แต่ถ้ามองกรณีฮาร์วี่ เดนท์แล้ว เหมือนโจ๊กเกอร์จะเป็นฝ่ายชนะ
โจ๊กเกอร์เป็นคนโรคจิต แต่เก่งเรื่องจิตวิทยามาก (น่าจะรักษาตัวเองซะนะ) คำพูดทุกอย่างเล่นกับจิตใจของคนฟังตลอด สังเกตจากการเล่าเรื่องที่มาของแผลเป็นของเขา โจ๊กเกอร์จะปรับเปลี่ยนเรื่องราวไปตามคนที่ฟัง นอกนั้นยังเป็นคนขี้โกหกตัวยง โกหกตลอดเวลา ตอนโจ๊กเกอร์บอกว่าเขาเป็นคนไม่มีแผน เราคิดในใจเลย โห แกเนี่ยนะไม่มีแผน เชื่อตายล่ะ หรือกระทั่งเรื่องระเบิดเรือ เรายังไม่แน่ใจเลยว่าที่โจ๊กเกอร์บอกว่ากดแล้วอีกลำระเบิดอ่ะจริงป่าว บางทีอาจจะหลอก กลายเป็นกดแล้วเรือตัวเองระเบิดก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ใช่มะ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่กวนตีนที่สุด ขำมากๆตอนที่โจ๊กเกอร์บอกว่าจะบุกเมือง ถ้าใครไม่อยากอยู่ข้างเดียวกับมันก็ให้รีบหนีจากเมืองไป (คนรีบลุกวิ่งกันใหญ่) แต่เดี่ยวก่อน! อาจมีเซอร์ไพรส์สำหรับคนที่จะข้ามสะพานออกเมืองนะ (คนชะงัก) ฮ่าๆๆ (มีการหัวเราะในจดหมายด้วยแหน่ะ) -*- กวนประสาทดีเนาะ
โจ๊กเกอร์เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความปั่นป่วน โกลาหล ความคาดเดาไม่ได้ และนั่นคือสิ่งทำให้คนกลัว เหมือนที่โจ๊กเกอร์บอกเองว่า คนเราจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน (หรือคาดเดาไม่ได้นั่นเอง)
ฮาร์วี่ เดนท์ หรือทูเฟซ เหรียญมีสองด้าน คนก็มีสองด้าน
"You either die a hero or live long enough to see yourself become the villian" (จะตายอย่างฮีโร่ หรือจะอยู่จนเห็นตัวเองกลายเป็นวายร้าย) คำพูดคมๆของฮาร์วี่ เดนท์ กลับกลายเป็นข้อความที่อธิบายตัวเขาได้ดีที่สุด
ฮาร์วี่ เดนท์เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก หนังนำเสนอพัฒนาการของตัวละครนี้ได้ดีโดยผ่านเหรียญสองด้านของเขา ทีแรกตอนที่เรารู้ว่าฮาร์วี่ เดนท์ใช้เหรียญที่มีด้านหัวทั้งสองด้าน เราแอบคิดว่าเอ้ย หมอนี่คนดีจัง สรุปยังไงก็ไม่คิดจะฆ่าคนใช่มั้ย แต่พอหลังดูจบมาคิดอีกที เหรียญที่มีด้านเหมือนกันทั้งสองด้านก็เปรียบเหมือนบุคลิกของฮาร์วี่เดนท์เช่นกันนี่นา คือไม่ว่าจะด้านไหนก็เป็นด้านดี (รึเปล่า) หรือว่าการที่ทำเหรียญสองด้านเป็นหัวเหมือนกันคือการบอกว่า ฮาร์วี่ยังไม่เปิดเผยตัวตนด้านมืดให้เห็นเลย (หมายความว่าปกปิดด้านมืดอยู่) แต่ไม่ว่าเขาจะตั้งใจปกปิด หรือไม่ได้ตั้งใจปกปิดด้านมืดของเขาก็ตาม สุดท้ายแล้วพอราเชลเสียชีวิต เหรียญก็สะท้อนภาพด้านมืดของเขาออกมาชัดเจน และวายร้ายคนนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความดีความชั่วที่ผสมอยู่ในคนๆเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่ว่าคนอื่นจะมองด้านไหน (ของใบหน้าเขา) หรือตัวเขาเองจะเลือกพลิกเหรียญด้านไหนขึ้นมาเท่านั้น
(ตินิดนึง จริงๆแอบข้องใจว่าฮาร์วี่รักเรเชลขนาดนั้นเลยหรอ เหมือนหนังยังแสดงตรงนี้ไม่มากพออ่ะ เราไม่รู้ว่าสองคนนี้คบกันนานแค่ไหน ถ้าเป็นพระเอกจะไม่สงสัยเลยเพราะคบกันตั้งแต่เด็ก เลยรู้สึกว่าทำไมเปลี่ยนนิสัยเร็วจัง หรือบางทีกรณีฮาร์วี่อาจไม่ใช่คนดีจริง 100% หรือไม่งั้นก็โดนชักจูงไปได้ง่ายเหลือเกิน)
บรูซ เวย์น หรือแบทแมน ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ
แบทแมนนับเป็นฮีโร่ที่ชีวิตรันทดสุดๆคนหนึ่ง ตอนจบเราถึงกับน้ำตาไหลด้วยความสงสาร (เวอร์ไปป่าว) เพราะอินมาก ตั้งแต่ตอนหลังจากฮาร์วี่ตกตึก กอร์ดอนบอกว่าโจ๊กเกอร์ชนะแล้วเพราะถ้าประชาชนรู้ว่าฮาร์วี่ เดนท์กลายเป็นแบบนี้คงเสียศรัทธากันไปหมด แต่แบทแมนบอกว่าไม่หรอก โจ๊กเกอร์จะไม่ชนะ ตอนนั้นเราก็เดาได้เลยว่าแบทแมนต้องรับผิดแทนแหง ทำไมมันเศร้าอย่างเน้วะ!! (แบทแมนควรเปลี่ยนชื่อเป็นแพะแมนซะเลย) และที่เศร้าพอกันคือจดหมายจากเรเชลว่าเธอเลือกฮาร์วี่ ดีแล้วที่คุณพ่อบ้านอัลเฟรดเอาไปเผาทิ้งซะเลย ไม่งั้นจะยิ่งสงสารแบทแมนกว่านี้แน่ T_T
บทสนทนาตอนจบของกอร์ดอนบอกความหมายของชื่อเรื่องได้ดี "แบทแมนคือฮีโร่ที่ก๊อธแธมต้องมี แต่ตอนนี้เรายังไม่ต้องการ เราจึงต้องตามล่าเขา เขาไม่ใช่ฮีโร่แต่เป็นอัศวินแห่งรัตติกาล" จำไม่ได้เป๊ะๆ แต่คงทำนองนี้ แบทแมนของคริสโตเฟอร์ โนแลนทำให้เรารู้สึกว่าถ้าโลกนี้มีซูเปอร์ฮีโร่จริงๆ ก็คงเป็นอย่างนี้ล่ะ
แม้แบทแมนจะไม่ใช่ "ซูเปอร์ฮีโร่" ผู้มีพลังวิเศษเหนือใคร เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่สำหรับเราแล้ว จิตใจและการกระทำของแบทแมนนี่ล่ะที่สมควรได้รับเรียกว่าเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่" อย่างแท้จริง
ปล. สิ่งที่อยากบอกนอกเรื่อง
1. ตกลงเฉินกวนซีโดนพิษคลิปฉาวทำลายจนหน้านี่แทบมองไม่เห็นเลยหรอ? เบลอซะแทบดูไม่ออก ตอนแรกนึกว่าจะมีบทมากกว่านี้ซะอีกอ่ะ
ถ้าบทมีแค่นี้เอาอาตี๋ที่ไหนมาเล่นก็ได้นิ
2. คนที่เล่นเป็นเรเชลหน้าคุ้นมาก คงเล่นหนังมาหลายเรื่องแต่เราจำชื่อเค้าไม่ได้เลย จำได้แต่ว่าเล่น Stranger Than Fiction เพราะเพิ่งดูไปไม่นาน แต่น่าสงสารเค้าอ่ะ คนรอบข้างมีแต่คนว่านางเอกว่าแก่... ตายภาคนี้ไปได้ซะก็ดี (ส่วนใหญ่ผู้ชายพูด) คงเพราะมาเทียบกับเคธี่ โฮมส์ด้วยมั้ง
ตรงใจมากๆ

ตีความได้ลึกละเอียดมาก
ดูแล้วระทึก
#1 By wesong on 2008-07-28 18:58