... 
 

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนว่าปกติเราจะดูหนังได้ทุกแนว แต่หนังแนวที่ไม่ได้พิศมัยมากมายนอกจากหนังขายดาราตลกของไทยแล้วก็คือ หนังแนวแอคชั่นที่มีฮีโร่เป็นของตัวเองเช่น เจมส์ บอนด์ มิสชั่นอิมพอสสิเบิ้ล เทอร์มิเนเตอร์ ฯลฯ  คือดูได้ แต่ไม่ประทับใจอะไรมากมายนัก อาจเพราะเนื้อหามันจะค่อนข้างสำเร็จรูปก็ได้ และอีกประเภทนึงที่ไม่ได้ชอบเท่าไหร่คือแนวซูเปอร์ฮีโร่ อาจเพราะติดภาพจากการ์ตูนที่เห็นในวัยเด็กว่าพล็อตเรื่องไม่ได้มีอะไรมากมายก็แค่ superhero เผชิญหน้าศัตรูใหม่ๆ และจบลงด้วยการปราบศัตรูสำเร็จก็เท่านั้น

แต่ในยุคหลังๆมานี้ เราจะเห็นได้ว่าผู้สร้างเริ่มสำรวจจิตใจของตัวละครเหล่า hero หรือ superhero มากขึ้น เราจะเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า การเป็นฮีโร่มีพลังวิเศษนี่มันไม่ได้โชคดีเลย / เหมือนเพลง It's not easy ของ Five For Fighting ที่พูดว่าการเป็น superman อย่างผมน่ะมันไม่ได้ง่ายเลยนะครับ / เนื่องจากคนที่เป็น superhero จะต้องปกปิดสถานะของตนเอง จะบอกใครมากไม่ได้ เดี๋ยวมีคนรู้เยอะความลับก็รั่วไหล

ถ้าใครดูซีรีส์ Small Ville (เรื่องราวก่อนคลาก เคนท์เป็นซูเปอร์แมน) เราจะเห็นใจคลาก เคนท์มากที่ทำดีแทบตายไม่มีใครรู้ แถมบางทีก็โดนเข้าใจผิดด้วย จะมีคนรักก็ไม่ได้เพราะต้องปิดบังสถานะของตัวเองตลอดเวลา อีกซีรีส์นึงที่เราชอบคือ Buffy the Vampire Slayer เรื่องราวทำนองว่านางเอกเป็น "the chosen one" (โปรดสังเกตคำว่า chosen แปลว่าถูกเลือก ไม่ได้เลือกเอง) ที่จะต้องมาเป็น slayer คอยปราบบรรดาผีต่างๆ ในซีรีส์เรื่องนี้เราก็เห็นความทุกข์ของนางเอกในเรื่องเดียวกันคือ เธอต้องเก็บเรื่องที่ตัวเองมีพลังวิเศษไม่ให้ใครรู้ และต้องแบกรับหน้าที่เป็น"ผู้ถูกเลือก" คอยกำจัดปีศาจร้ายทั้งๆที่ตัวเองก็เป็นวัยรุ่นคนนึงที่อยากใช้ชีวิตธรรมดาๆ  หรืออย่าง Spiderman ที่มีประโยคสุดฮิตว่า "With great power comes great reponsibility" อำนาจที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมภาระที่ใหญ่ยิ่ง ก็แสดงให้เห็นได้ชัดว่าการเป็นฮีโร่นี่ต้องแบกรับอะไรมากมาย

สรุปเหมือนหนังเหล่านี้จะบอกว่า เป็นคนธรรมดาๆแหละดีแล้ว แต่ถ้าอยากจะเป็นคนดีหรือฮีโร่เนี่ย คุณก็ต้องเสียสละอะไรหลายๆอย่างนะ

Batman Begins ก็เป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องหนึ่งที่ไม่พลาดจะสำรวจความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร จำได้ว่าตอนเข้าไปดูเรื่องนี้ไม่ได้รู้ข้อมูลอะไรเลย และไม่ได้หวังอะไรมากมายจากหนังซูเปอร์ฮีโร่เลยแม้แต่น้อย แต่ปรากฎว่าหนังสะท้อนภาพความหดหู่สภาพสังคมของเมือง ความกลัวของจิตใจมนุษย์ และเล่าที่มาที่ไปของแบทแมนได้ละเอียด เล่าซะจนรู้สึกได้เลยว่านี่มันไม่ใช่หนังซูเปอร์ฮีโร่นี่นา มันเป็นเรื่องราวของฮีโร่ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆต่างหาก แถมแบทแมนยังเป็นตัวละครฮีโร่ที่น่าสงสารที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยดูแนวนี้มา เรียกว่าเนื้อหาหนักกว่าที่คิดไว้มาก (และยาวเหลือเกิน) ตอนหลังถึงมารู้ว่าคุณคริสโตเฟอร์ โนแลนกำกับก็ถึงได้เข้าใจว่าทำไมเรื่องราวแบทแมนได้ถูกตีความใหม่โดยเน้นด้านมืดของสังคมขนาดนี้ จำได้ว่า Batman Begins จบลงด้วยการปรากฎของไพ่โจ๊กเกอร์ ซึ่งเป็นการทิ้งท้ายให้ชวนติดตามภาคต่อไปได้ดี


จนถึงปีนี้ ในที่สุด The Dark Knight เข้าโรงฉาย เราได้ยินเสียงร่ำลือจากหลายๆคน (ทั้งรอบตัวและในเว็บ) ว่าแบทแมนภาคนี้สนุกมาก และเมื่อเข้าไปชมด้วยตัวเองก็ต้องยอมรับว่าสมคำร่ำลือจริงๆ นานๆจะได้ดูหนังที่น่าประทับใจขนาดนี้ มันเปลี่ยนมุมมองหนังซูเปอร์ฮีโร่ของเราไปเลย

The Dark Knight สานต่ออารมณ์ที่หดหู่จาก Batman Begins ได้ต่อเนื่อง แต่คราวนี้หนังเลิกพูดถึงการต่อสู้ในจิตใจของตัวบรูซ เวย์นแล้ว แต่มาพูดถึงการต่อสู้ระหว่างความดีความชั่วของแบทแมนและเหล่าร้ายต่างๆแทน

จากนี้เป็นการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์ The Dark Knight

วีรบุรุษที่คนต้องการ

เมืองก็อธแธมก็เป็นภาพสะท้อนของหลายๆเมืองในปัจจุบัน เมืองที่ภายนอกดูเจริญแต่ศีลธรรมของคนกลับแปรไปในทิศทางตรงกันข้าม แบทแมนอาจเป็นฮีโร่ของเมืองนี้ แต่ก็มีหลายคนยังไม่ไว้ใจเขาเนื่องจากประชาชนต้องการฮีโร่ที่ปราศจากหน้ากาก เราไม่ต้องการฮีโร่ลึกลับที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใครกันแน่ ฮาร์วี่ เดนท์ อัยการหนุ่มที่เต็มไปด้วยคุณธรรมจึงมาเติมเต็มตำแหน่งนี้ได้ดี เขาเป็นดั่งอัศวินขี่ม้าขาวที่อยู่กลางแจ้ง ประชาชนรู้แน่ชัดว่าเขาเป็นใคร แบทแมนก็รู้ข้อนี้ดีและต้องการให้ก็อดแธมได้มีฮีโร่ที่ประชาชนสามารถไว้วางใจได้เต็มที่ เป็นวีรบุรุษที่มีตัวตนจริง ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แห่งรัตติกาลที่ใครๆก็อาจสวมรอยได้

ประเด็นนี้ลากยาวมาจนจบเรื่อง ดังที่หนังสรุปไว้ตอนท้ายว่า สุดท้ายแล้ว บางครั้งความจริงก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเปิดเผยเสมอไป ประชาชนต้องการสัญลักษณ์แห่งความดี ต้องการรางวัลจากความศรัทธาในความดี แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องโกหกก็ตาม

โลกนี้ไม่มีเส้นแบ่งสีขาวกับสีดำ

ความแตกต่างระหว่างแบทแมนและโจ๊กเกอร์อย่างหนึ่งก็คือทั้งสองเชื่อมั่นในสิ่งที่ต่างกัน แบทแมนเชื่อมั่นในความดี ส่วนโจ๊กเกอร์นั้นต้องการพิสูจน์ว่าความดีที่คุณเชื่อน่ะไม่จีรังหรอก และเหยื่อที่โจ๊กเกอร์เลือกมาพิสูจน์ให้เห็นก็คือ ฮาร์วี่ เดนท์ จากต้นเรื่องจนกลางเรื่อง เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าฮาร์วี่เป็นคนที่มีคุณธรรม เขายกย่องแบทแมนและยอมรับว่าเมืองก็อธแธมต้องการฮีโร่ แม้ว่าฮีโร่คนนั้นจะหลบอยู่ในเงามืดก็ตาม ท่ามกลางเมืองที่เต็มไปด้วยวายร้ายและการคอรัปชั่นนั้น ประชาชนต้องการสัญลักษณ์แห่งความดีเพื่อที่เขาจะได้ยึดมั่นและศรัทธาในสิ่งๆนั้นได้  ทว่า กระทั่งบุคคลที่เต็มไปด้วยความดีอย่างฮาร์วี่ เดนท์ก็ยังถูกดึงลงมาเกลือกกลั้วกับความชั่วร้ายจนกลายเป็น ทูเฟซ ได้ จากกรณีของทูเฟซนั้น จะเห็นได้ว่าโลกนี้ไม่มีสิ่งใดที่เป็นสีขาวล้วน ทุกสิ่งทุกอย่างแปรเปลี่ยนไปได้เสมอ

ทว่าหากดูจากเหตุการณ์ระเบิดเรือในตอนท้ายแล้ว เราจะเห็นว่าในเรือที่เต็มไปด้วยอาชญากรนั้น ท่ามกลางความกดดัน ความสิ้นหวัง และจิตใจที่มืดมิดของมนุษย์ เราก็ยังเห็นแสงสว่างรำไรเมื่ออาชญากรคนหนึ่งตัดสินใจโยนตัวจุดระเบิดทิ้งลงทะเล (แทบจะปรบมือให้พี่คนนั้นเลย น่าจะไปโฆษณาเครื่องดื่มชูกำลังที่มีสโลแกนว่า"ลูกผู้ชายตัวจริง"ซะเลย) จากเหตุการณ์นี้เราก็เห็นได้ว่าโลกนี้คงไม่มีสิ่งใดเป็นสีดำล้วนเช่นกัน

คุณสมบัติที่แท้จริงของฮีโร่

ไม่แน่ใจว่าหนังซูเปอร์ฮีโร่เรื่องอื่นได้ถกถึงประเด็นนี้แล้วหรือยัง (อย่างที่บอกตอนต้นว่าไม่ค่อยได้ดู) ในฮีโร่เรื่องอื่นๆเราจะเห็นได้ชัดว่าบุคคลที่จะมาเป็นฮีโร่นั้นต้องยึดมั่นในความดี และต้องเสียสละอย่างสูง เสียสละชีวิตแบบคนธรรมดาทิ้งไป เสียสละสิ่งที่ตัวเองต้องการเพื่อให้ได้มาซึ่งความถูกต้อง เสียสละช่วงเวลาที่จะได้อยู่กับคนรัก เรียกว่าเสียสละทุกอย่างที่ชีวิตของมนุษย์ปกติพึงจะมี แต่ The Dark Knight ได้พูดถึงคุณสมบัติประการหนึ่งที่ฮีโร่ต้องมีนอกเหนือจากความดีและความเสียสละแล้ว คือต้องมี ความอดทน ทนรับในสิ่งเลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้น และนี่คือข้อแตกต่างของบรูซ เวย์น และฮาร์วี่ เดนท์

ทั้งคู่สูญเสียสิ่งเดียวกันคือ เรเชล หญิงที่ทั้งสองรักมาก ฮาร์วี่ เดนท์รับการตายของเรเชลไม่ได้ โทษคนอื่น ถามหาความยุติธรรม และต้องการแก้แค้นจนโดนโจ๊กเกอร์เป่าหูอย่างง่ายดาย ในขณะที่บรูซ เวย์นหรือแบทแมนอดทนและคงยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง สุดท้ายมันก็แค่ว่าคุณรับได้หรือรับไม่ได้เท่านั้น คุณอดทนได้มากพอหรือเปล่า และเตรียมใจมามากพอแล้วหรือยังที่จะเสียสละทุกๆอย่าง รวมทั้งเตรียมใจรับผลที่เกิดขึ้นแม้ว่ามันอาจจะดูไม่ยุติธรรมก็ตาม

ตัวละครเด่นๆที่ประทับใจ


โจ๊กเกอร์ ไอ้โรคจิตที่โคตรฉลาด

ไอ้บ้านี่โรคจิตของจริง  ดูแล้วรู้สึกขนลุกไปเลย เมื่อต้นปีดูหนังเรื่อง No Country for Old Men ก็ว่าอันตวน ชิการ์ ตัวร้ายถือปืนอัดอากาศนั้นน่ากลัวแล้วนะ แต่เจอโจ๊กเกอร์แล้วต้องชิดซ้ายไปเลย โจ๊กเกอร์ของคริสโตเฟอร์ โนแลน นับเป็นตัวร้ายที่มีสีสันและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาก ไม่ว่าจะสไตล์การพูด การเลียปาก เสียงหัวเราะฮี่ๆๆๆ (ทั้งขำทั้งหลอน) อันนี้ยกความดีความชอบให้คุณฮีด เลทเจอร์ทั้งหมดเลย (ขอให้ไปสู่สุขคตินะคะ)

โจ๊กเกอร์นับเป็นคู่ปรับที่สมน้ำสมเนื้อของแบทแมน จากหนังเรื่องนี้เรายังบอกไม่ได้เลยว่าใครแพ้ใครชนะ เพราะถ้ามองจากเหตุการณ์ระเบิดเรือแล้วยังรู้สึกได้ว่า โจ๊กเกอร์เป็นฝ่ายแพ้ แต่ถ้ามองกรณีฮาร์วี่ เดนท์แล้ว เหมือนโจ๊กเกอร์จะเป็นฝ่ายชนะ

โจ๊กเกอร์เป็นคนโรคจิต แต่เก่งเรื่องจิตวิทยามาก (น่าจะรักษาตัวเองซะนะ) คำพูดทุกอย่างเล่นกับจิตใจของคนฟังตลอด สังเกตจากการเล่าเรื่องที่มาของแผลเป็นของเขา โจ๊กเกอร์จะปรับเปลี่ยนเรื่องราวไปตามคนที่ฟัง นอกนั้นยังเป็นคนขี้โกหกตัวยง โกหกตลอดเวลา ตอนโจ๊กเกอร์บอกว่าเขาเป็นคนไม่มีแผน เราคิดในใจเลย โห แกเนี่ยนะไม่มีแผน เชื่อตายล่ะ หรือกระทั่งเรื่องระเบิดเรือ เรายังไม่แน่ใจเลยว่าที่โจ๊กเกอร์บอกว่ากดแล้วอีกลำระเบิดอ่ะจริงป่าว บางทีอาจจะหลอก กลายเป็นกดแล้วเรือตัวเองระเบิดก็เป็นได้ ใครจะไปรู้ใช่มะ นอกจากนี้ยังเป็นคนที่กวนตีนที่สุด ขำมากๆตอนที่โจ๊กเกอร์บอกว่าจะบุกเมือง ถ้าใครไม่อยากอยู่ข้างเดียวกับมันก็ให้รีบหนีจากเมืองไป (คนรีบลุกวิ่งกันใหญ่) แต่เดี่ยวก่อน! อาจมีเซอร์ไพรส์สำหรับคนที่จะข้ามสะพานออกเมืองนะ (คนชะงัก) ฮ่าๆๆ (มีการหัวเราะในจดหมายด้วยแหน่ะ) -*- กวนประสาทดีเนาะ

โจ๊กเกอร์เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งความปั่นป่วน โกลาหล ความคาดเดาไม่ได้ และนั่นคือสิ่งทำให้คนกลัว เหมือนที่โจ๊กเกอร์บอกเองว่า คนเราจะตื่นตระหนกกับสิ่งที่ไม่เป็นไปตามแผน (หรือคาดเดาไม่ได้นั่นเอง)

ฮาร์วี่ เดนท์ หรือทูเฟซ เหรียญมีสองด้าน คนก็มีสองด้าน

"You either die a hero or live long enough to see yourself become the villian" (จะตายอย่างฮีโร่ หรือจะอยู่จนเห็นตัวเองกลายเป็นวายร้าย)  คำพูดคมๆของฮาร์วี่ เดนท์ กลับกลายเป็นข้อความที่อธิบายตัวเขาได้ดีที่สุด

ฮาร์วี่ เดนท์เป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก หนังนำเสนอพัฒนาการของตัวละครนี้ได้ดีโดยผ่านเหรียญสองด้านของเขา ทีแรกตอนที่เรารู้ว่าฮาร์วี่ เดนท์ใช้เหรียญที่มีด้านหัวทั้งสองด้าน เราแอบคิดว่าเอ้ย หมอนี่คนดีจัง สรุปยังไงก็ไม่คิดจะฆ่าคนใช่มั้ย แต่พอหลังดูจบมาคิดอีกที เหรียญที่มีด้านเหมือนกันทั้งสองด้านก็เปรียบเหมือนบุคลิกของฮาร์วี่เดนท์เช่นกันนี่นา คือไม่ว่าจะด้านไหนก็เป็นด้านดี (รึเปล่า) หรือว่าการที่ทำเหรียญสองด้านเป็นหัวเหมือนกันคือการบอกว่า ฮาร์วี่ยังไม่เปิดเผยตัวตนด้านมืดให้เห็นเลย (หมายความว่าปกปิดด้านมืดอยู่) แต่ไม่ว่าเขาจะตั้งใจปกปิด หรือไม่ได้ตั้งใจปกปิดด้านมืดของเขาก็ตาม สุดท้ายแล้วพอราเชลเสียชีวิต เหรียญก็สะท้อนภาพด้านมืดของเขาออกมาชัดเจน และวายร้ายคนนี้ก็กลายเป็นสัญลักษณ์ของความดีความชั่วที่ผสมอยู่ในคนๆเดียวกัน ซึ่งขึ้นอยู่ว่าคนอื่นจะมองด้านไหน (ของใบหน้าเขา) หรือตัวเขาเองจะเลือกพลิกเหรียญด้านไหนขึ้นมาเท่านั้น

(ตินิดนึง จริงๆแอบข้องใจว่าฮาร์วี่รักเรเชลขนาดนั้นเลยหรอ เหมือนหนังยังแสดงตรงนี้ไม่มากพออ่ะ เราไม่รู้ว่าสองคนนี้คบกันนานแค่ไหน ถ้าเป็นพระเอกจะไม่สงสัยเลยเพราะคบกันตั้งแต่เด็ก เลยรู้สึกว่าทำไมเปลี่ยนนิสัยเร็วจัง หรือบางทีกรณีฮาร์วี่อาจไม่ใช่คนดีจริง 100% หรือไม่งั้นก็โดนชักจูงไปได้ง่ายเหลือเกิน)

บรูซ เวย์น หรือแบทแมน ฮีโร่ผู้ปิดทองหลังพระ

แบทแมนนับเป็นฮีโร่ที่ชีวิตรันทดสุดๆคนหนึ่ง ตอนจบเราถึงกับน้ำตาไหลด้วยความสงสาร (เวอร์ไปป่าว) เพราะอินมาก ตั้งแต่ตอนหลังจากฮาร์วี่ตกตึก กอร์ดอนบอกว่าโจ๊กเกอร์ชนะแล้วเพราะถ้าประชาชนรู้ว่าฮาร์วี่ เดนท์กลายเป็นแบบนี้คงเสียศรัทธากันไปหมด แต่แบทแมนบอกว่าไม่หรอก โจ๊กเกอร์จะไม่ชนะ ตอนนั้นเราก็เดาได้เลยว่าแบทแมนต้องรับผิดแทนแหง ทำไมมันเศร้าอย่างเน้วะ!! (แบทแมนควรเปลี่ยนชื่อเป็นแพะแมนซะเลย) และที่เศร้าพอกันคือจดหมายจากเรเชลว่าเธอเลือกฮาร์วี่ ดีแล้วที่คุณพ่อบ้านอัลเฟรดเอาไปเผาทิ้งซะเลย ไม่งั้นจะยิ่งสงสารแบทแมนกว่านี้แน่ T_T

บทสนทนาตอนจบของกอร์ดอนบอกความหมายของชื่อเรื่องได้ดี "แบทแมนคือฮีโร่ที่ก๊อธแธมต้องมี แต่ตอนนี้เรายังไม่ต้องการ เราจึงต้องตามล่าเขา เขาไม่ใช่ฮีโร่แต่เป็นอัศวินแห่งรัตติกาล" จำไม่ได้เป๊ะๆ แต่คงทำนองนี้ แบทแมนของคริสโตเฟอร์ โนแลนทำให้เรารู้สึกว่าถ้าโลกนี้มีซูเปอร์ฮีโร่จริงๆ ก็คงเป็นอย่างนี้ล่ะ

แม้แบทแมนจะไม่ใช่ "ซูเปอร์ฮีโร่" ผู้มีพลังวิเศษเหนือใคร เขาเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งที่มีรัก โลภ โกรธ หลง แต่สำหรับเราแล้ว จิตใจและการกระทำของแบทแมนนี่ล่ะที่สมควรได้รับเรียกว่าเป็น "ซูเปอร์ฮีโร่" อย่างแท้จริง

ปล. สิ่งที่อยากบอกนอกเรื่อง

1. ตกลงเฉินกวนซีโดนพิษคลิปฉาวทำลายจนหน้านี่แทบมองไม่เห็นเลยหรอ? เบลอซะแทบดูไม่ออก ตอนแรกนึกว่าจะมีบทมากกว่านี้ซะอีกอ่ะ ถ้าบทมีแค่นี้เอาอาตี๋ที่ไหนมาเล่นก็ได้นิ

2. คนที่เล่นเป็นเรเชลหน้าคุ้นมาก คงเล่นหนังมาหลายเรื่องแต่เราจำชื่อเค้าไม่ได้เลย จำได้แต่ว่าเล่น Stranger Than Fiction เพราะเพิ่งดูไปไม่นาน แต่น่าสงสารเค้าอ่ะ คนรอบข้างมีแต่คนว่านางเอกว่าแก่... ตายภาคนี้ไปได้ซะก็ดี (ส่วนใหญ่ผู้ชายพูด) คงเพราะมาเทียบกับเคธี่ โฮมส์ด้วยมั้ง

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ภาคนี้เข้มข้นสุดยอดจริงๆ
ตีความได้ลึกละเอียดมาก
ดูแล้วระทึก

#1 By wesong on 2008-07-28 18:58

อ่านแล้วก็อยากดูอีกรอบบบบบ

หนังดีมากมากกกกกกกก (แต่ไม่ได้ดูภาคแรกค่ะ)

TvT!! ปวดใจมากตอนที่อัลเฟรดกำลังจะเอาจดหมายมาให้แล้วบรูซ เวย์นพูดว่าเรเชลจะแต่งงานด้วยถ้าเลิกเป็นแบทแมน TT[]TT

#2 By syaolee on 2008-07-28 19:08

อ๊ะ วิเคราะห์ละเอียดดี Hot!

สำหรับตัวชั้นฉากไคลแม็กซ์อยู่ที่นักโทษโยนระเบิดลงทะเลว่ะ

แล้วแกว่าฉากไหน

ปล. อยากเสริมเรื่องอัลเฟรด แต่ภาคนี้ยังไม่ค่อยมีบท

#3 By Lydia Deetz on 2008-07-28 22:01

ผมเห็นด้วยกับรายละเอียดเกือบทั้งหมดนะครับ (จะว่าทั้งหมดก็ได้) แต่อยากจะเพิ่มเติมความเห็นส่วนตัวเล็กน้อยว่า

"ผมไม่คิดว่าโจ๊กเกอร์ฉลาดเว่อร์อะไรนะครับ" แน่นอนโจ๊กเกอร์เป็นคนที่ฉลาดแหละ แต่คำถามคือ เค้าฉลาดกว่าคนอื่นๆ มากมายอะไรหรือเปล่า???

ผมมองว่าไม่นะครับ เพียงแต่ โจ๊กเกอร์พร้อมที่จะชั่วได้มากกว่าคนอื่น ฉะนั้นทางเลือกของแผนการจึงมีมากกว่าคนอื่นด้วย (เออจะว่าไป โจ๊กเกอร์มันว่ามันไม่ได้วางแผนอะไรนี่นะ) กล่าวคือ ผมว่าหาก เด้นต์/เวนย์ ฯลฯ "พร้อมจะทำชั่วได้ในระดับเดียวกับโจ๊กเกอร์" (ทำให้มีทางเลือกของแผนการพอๆ กัน) เราอาจจะพบว่าโจ๊กเกอร์ไม่ได้ฉลาดล้ำอะไรก็ได้ครัย

จุดนี้ผมมองว่าเป็นส่วนสำคัญที่หนังพยายามสื่ออยู่นะครับ เพราะในหนังพูดออกมาหลายรอบอยู่ว่า "แบ้ทแมนเอาชนะโจ๊กเกอร์ยาก เพราะแบ้ทแมนยังมีศีลธรรมอยู่ แต่โจ๊กเกอร์นั้นไม่มี"

ด้วยความเคารพ

Hot!

#4 By fallingangels on 2008-07-29 11:47

เห็นมีคนพูดถึงมามากมาย ซึ่งส่วนตัวผมเห็นด้วยครับว่าหนังดีมากจริงๆ

งั้นพูดถึงราเชลดีกว่า คนเล่นชื่อ"แม็คกี้ จิลเลียนฮาล" ครับ ที่ซึ่งส่วนตัวผมว่าเธอดีกว่าเคธี่ โฮมส์ในทุกๆด้าน (ผมกลับไม่เห็นว่าแก่ด้วยซ้ำ sad smile )

#5 By Seam - C on 2008-07-29 15:08

ตอนสวิตซ์ระเบิดเรือนั่น...ผมก็คิดว่าใครกด อาจจะกลายเป็นระเบิดเรือตัวเองก็ได้ครับ

มีอยู่ประเด็นนึงที่น่าคิด คือคำพูดของนักโทษคนที่เอาสวิตซ์ไปน่ะครับ ...

"ผมจะทำในสิ่งที่คุณควรจะทำเมื่อ10นาทีที่แล้ว"

จากนั้น...(คาดว่าถ้าดูแล้วทุกคนคงจำกันได้ ผมเลยไม่พิมพ์ละกันครับ จะได้ไม่สปอยล์คนที่ยังไม่ได้ดู)

ซึ่งส่วนนึงก็แสดงให้เห็นว่าแม้แต่ผู้รักษากฎหมาย เมื่อเทียบกับนักโทษแล้ว ยังอาจจะอยากเอาตัวรอดมากกว่านักโทษเลย แม้ว่าจะต้องฆ่าคนบริสุทธิ์ก็ตาม (เพราะผู้รักษากฎหมายเหล่านั้น ยังถือสวิตซ์ไว้ในมือตลอด และอาจจะลังเลว่ากดหรือไม่กด)

#6 By SkyKiD on 2008-07-29 18:03

เสียดายเฉินกวนซีตามไปด้วยคน - -''

#7 By on 2008-07-29 18:24

เขียนได้น่าสนใจดีครับ อ่านแล้วเห็นภาพเลย

#8 By โก๋สิจ๊ะ on 2008-07-29 18:52

อ่านแล้วก็อดซึ้งไม่ได้
เราเองก็เป็นอีกคนที่ดูเรื่องนี้จบแล้วร้องไห้ค่ะ
ด้วยมุมมองหลายๆมุมแล้วอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเราเป็นคนนั้นแล้วจะทำยังไงนะ ความรู้สึกในตัวละครส่งผลกระทบออกมาตรงเลยล่ะค่ะ
อย่างตอนที่ฮาร์วี่พูดว่าเราคิดได้ว่าเราจะเป็นคนดีในยุคแบบนี้ได้แต่มันไม่ใช่ เพราะโลกนี้มั้นโหดร้ายก็รู้ึกเข้าใจฮาร์วี่ขึ้นมามากๆเลยล่ะค่ะ
ส่วนของป๋ารู้สึกเศร้าตอนจบมากๆคำพูดกอดอนก็โดนใจสุดๆซึ้งมากๆค่ะ
ส่วนโ๊กเกอร์ผู้ร้ายบริสุทธิ์นี้ขอยกย่องจริงๆค่ะฮีธเล่นเก่งมากจนเรากลัวเลย เป็นคั้งแรกที่เห็นคนแสดงเป็นตัวร้ายแล้วรู้สึกกลัวขนาดนี้
ภาคนี้เป็นภาคที่สะท้อนสังคม จิตใจของมนุษย์ออกมาได้ดีมากๆที่สุดอีก 1 เรื่องค่ะ

ชอบที่เขียนมากค่ะโหวตให้อีก 1 ค่ะ

Hot!

#9 By whitefox on 2008-07-29 20:41

แง่คิดหนังมันมีมากกว่าที่คิดอีกนะ ชอบๆconfused smile


Hot! Hot! Hot!
เฮ้ย ทำไมมันขึ้นมา hot post ได้อ่ะ รู้สึกเกร็งเรยเอาลงเหอะ sad smile

ขอบคุณทุกความเห็นที่มาแชร์นะคะ รู้สึกสนุกดีเวลาได้อ่านได้ความเห็นหรือมุมมองประเด็นอื่นๆเกี่ยวกับหนัง เดี๋ยวไว้พรุ่งนี้มาคุย(ตอบ)อีกรอบนะ ตอนนี้ต้องขอตัวก่อน

#11 By *cinnamoroll on 2008-07-29 21:57

ขอบอกเลยครับว่าเรื่องนี้จะต้องมีเข้าชิงออสการ์เเน่ๆ โดยเฉพาะ โจ๊กเกอร์ตลอดกาล....
โดยส่วนตัวดูเเล้วชอบมากๆเลย เเล้วก็ขอเเสดงความเห็นเกี่ยวกับโจ๊กเกอร์ด้วย จริงๆเเ้ล้วเรามองว่าโจ๊กเกอร์คือนักทดลองอ่ะ เรื่องเเผนมันคงไม่ใช่เพราะส่วนมากเท่าที่ดูในเรื่องที่โจ๊กเกอร์ได้ก่อการมานั้น เหมือนเป็นการทดลองซะส่วนมากนะ...
ส่วนนางเอกนี่เรามองว่า ที่คัดตัวเเสดงมาเป็นเเบบนี้ก็เพราะ พระเอกไม่ได้หนุ่มเฟี้ยวนี่นา เเล้วตามอายุอานามก็น่าจะเป็นเเบบนั้น
ส่วนเรื่องความเป็นฮีโร่...เรามองเเล้วมันเหมือนเอามาปูไว้เพื่อให้โจ๊กเกอร์มาใช้ประโยชน์ต่อร่วมกับฮาวี่เดนท์ ว่าเป็นคนดีเเล้วลำบาก ทำความดีเเล้วมีคนเห็นความดีจริงๆเหรอ?....ทำดีเเล้วต้องได้ดีเสมอไปมันไม่จริง...
ปล.ชอบการจัดเเสงเรื่องนี้จี๊ดมากฮ่าๆ big smile

#12 By zuzsaduey on 2008-07-29 22:09

Hot! Hot!

คิดถึงบัพฟี่เมื่อก่อนจัง นุกดี

แล้วเราเม้นท์ไรเกียวกับแบทแมนหว่า55

#13 By ฿฿- Try -฿฿ on 2008-07-29 23:05

ชอบJokerมาก เลทเจอร์เล่นได้ถึงใจดีจริงๆ เสียดายนักแส

#14 By เต้าหู้ทอด~* on 2008-07-29 23:54

ผมล่ะช้อบชอบ You complete me.

จะฆ่ากันตายอยู่แล้ว ยังมาพูดอะไรเน่าๆ แบบนี้ได้อีก...บ้าได้ทุกอณูรูขุมขนจริงๆ นะ โจ๊กเกอร์...

ปล. บังเอิญผมเพิ่งรีวิวเรื่องนี้ไปเมื่อตะกี๋นี่เอง ถ้าสนใจเชิญที่บล็อกผมได้นะครับ big smile

Hot!
วิเคราะห์ได้ตรงใจผมเลย...อิอิ

Why so serious ?

open-mounthed smile open-mounthed smile open-mounthed smile

#16 By Ru2u on 2008-07-30 09:58

เป็นเอนทรี dark knight ที่โดนใจสุดๆเลยค่ะ ตรงใจมากๆ
ตอนไปดูรอบแรกออกมาจากโรงไม่คิดเลยว่าจะสนุกขนาดนี้ เหมือนคุณ จขบ ที่คิดว่าหนังฮีโร่คงจะไม่มีอะไรมาก (อย่างสไปเดอร์แมนก็ดูสไตล์ปิดทองหลังพระ แต่อารมณ์มันยังไม่ถึงแบบนี้)
โจ๊กเกอร์เป็นตัวละครที่ฉลาดและคาดเดาไม่ได้สุดๆ ไม่รู้ว่าภาครีเทิร์นใครจะมาเล่นแทน

เฉินกวนซี เห็นแว้บนึงค่ะ sad smile แว้บบบจริงๆ
ส่วนนางเอก เราค่อนข้างชอบคนนี้ค่ะ (ถึงส่วนตัวจะคิดว่าแก่ไปนิด) ตอนเล่น stranger than fiction ก็น่ารักดีconfused smile

กำลังจะไปดูรอบสองในเร็ววัน ฮา

#17 By PLARIEX on 2008-07-30 11:52

ขอบคุณทุกๆคนอีกครั้งที่เขามาแสดงความคิดเห็นกัน ไหนๆก็ไหนๆ จขบ. เลยว่าจะมาถกต่อดีกว่า ถึงประเด็นที่ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวถึงหรือแจกแจงเท่าไหร่นัก

และแน่นอนว่าความเห็นนี้ spoil ภาพยนตร์แน่ๆจ้ะ

ว่าด้วยเรื่องความฉลาดและแผนของโจ๊กเกอร์
กรณีที่บอกว่าโจ๊กเกอร์ฉลาดมั้ย ฉลาดเวอร์หรือเปล่า จขบ.ก็ไม่ได้บอกนะว่ามันเวอร์เกินมนุษย์ขนาดนั้น แต่บอกว่าเขาฉลาดมาก ความฉลาดในที่นี้เราหมายถึง ความสามารถในการอ่านความรู้สึกนึกคิดของคนออก โจ๊กเกอร์อ่านออกว่าจุดอ่อนของแต่ละคนอยู่ตรงไหน รู้ว่ามนุษย์กลัวอะไร รู้ว่าจะพูดจายังไงถึงจะไปจี้ใจดำของอีกฝ่ายได้ ซึ่งตรงนี้เองที่ทำให้เค้าสามารถวางแผนล่อให้คนมาติดกับดักของเขาได้ง่ายดาย ใช่ โจ๊กเกอร์เป็นคนที่มี"แผน"แน่ๆ สังเกตจากการที่เขาหลอกล่อคนในเมืองให้ไปติดอยู่บนเรือได้ เขาทำเป็นลำดับขั้นตอน โจ๊กเกอร์ขู่ผู้คนก่อนว่าถ้าจะหนีไปทางถนนหรือสะพานระวังจะเจอระเบิด นั่นจึงทำให้ผู้คนหนีไปทางเรือแทน แล้วโจ๊กเกอร์ก็วางกับดักไว้ในเรืออีกชั้น พร้อมทั้งรู้ด้วยว่าเรือสองลำประกอบด้วยชาวเมืองลำนึง นักโทษลำนึง โจ๊กเกอร์วางแผนและเล่นเกมกับผู้คน ซึ่งการกระทำแบบนี้จะเรียกว่าไม่มีแผนเลยคงเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งความสามารถทางจิตวิทยา+ความสามารถทางวาทศิลป์ โจ๊กเกอร์พูดกล่อมให้ฮาร์วี่เดนท์กลายเป็นผู้ร้าย ลงมือไล่ล่าหาตัวต้นเหตุที่ฆ่าเรเชลได้ ก็นับว่าเป็นตัวร้ายโรคจิตที่มองข้ามสติปัญญาไปไม่ได้เลยทีเดียว

แต่ใช่ เราเห็นด้วยกับคุณ fallingangels ในประเด็นที่ว่านี้ การที่แบทแมนชนะโจ๊กเกอร์ไม่ได้ซะที เพราะว่าแบทแมนมีศีลธรรม (ที่โจ๊กเกอร์เรียกมันว่ากฎ) ในขณะที่โจ๊กเกอร์ไม่มีกฎหรือศีลธรรมอะไรเลย จึงสามารถทำอะไรที่สุดโต่งกว่าและคาดเดาไม่ได้ด้วย ไอ้ความคาดเดาไม่ได้เนี่ยแหละที่ทำให้โจ๊กเกอร์เหนือกว่าใครๆ เพราะว่าจะไม่มีใครเดาแผนหรือความคิดของโจ๊กเกอร์ออกแน่ (แหงล่ะ ใครจะไปเดาความคิดของคนบ้าออก)sad smile

และเราก็เห็นด้วยกับคุณ zuzsaduey เหมือนกัน ที่บอกว่าโจ๊กเกอร์เป็นนักทดลอง เพราะปกติแล้วเวลาคนเราวางแผนก็เพื่อที่จะให้ได้มาซึ่งผลลัพท์ที่ต้องการ หรืออย่างน้อยก็ต้องคาดผลบางอย่างไว้ แต่โจ๊กเกอร์ไม่ใช่ บางทีโจ๊กเกอร์ก็วางแผนไปแค่ระดับต้นๆ จากนั้นก็รอดูผลลัพท์ว่าออกมายังไงก็แค่นั้น เค้าเหมือนตัวป่วนน่ะ เหมือนเด็กเกเรที่โยนงูปลอมใส่กลุ่มนักเรียนหญิง แล้วรอดูปฏิกิริยาของพวกเธอ เด็กผู้หญิงบางคนก็อาจร้องกรี๊ด บางคนอาจช็อกเป็นลม บางคนอาจไม่กลัว บางคนวิ่งหนี หรือบางคนอาจหยิบอะไรใกล้มือมาฟาดมัน แต่เด็กเกเรคนนี้จะแค่ยืนมอง หัวเราะและสนุกไปกับมัน เพราะงั้นการที่โจ๊กเกอร์ไม่ได้คาดหวังอะไรมากมายกับผลของการกระทำของเขา จึงทำให้เขาไม่รู้สึกเสียใจหรือผิดหวังอะไรถ้ามันไม่เป็นไปตามคาด เราจึงไม่ได้เห็นความอ่อนแอของเขาแน่

ที่จริงเรื่องของโจ๊กเกอร์นี่ เอามาวิเคราะห์ได้เยอะเนาะ ไหนจะเรื่องโลกแห่งอนาธิปไตยไรของมันอีก แต่ไม่เอาละ ขี้เกียจ 555
อ้อ ตอบคุณ วลาดิมีร์ ปูทัน ด้วย เรารู้สึกว่าโจ๊กเกอร์มันบ้าตั้งแต่... เอ่อ ตั้งแต่ตอนหัวเราะตอนแรกๆแล้วล่ะ ฮี่ๆ ฮู่ๆ ฮ่าๆ หัวเราะได้เสแสร้งมาก open-mounthed smile ตอนเสกดินสอหายก็ด้วย เอากันอย่างนี้เรยนะ รวมทั้งตอนที่โดนแบทแมนอัดแล้วพี่แกยังหัวเราะได้อีก โคตรบ้า แต่ก็ขำ (ปล. แวะไปที่บล็อกแล้วจ้า เขียนได้ดีมากอ่ะ อย่างที่เม้นท์ไปแล้วใน entry นั้น big smile)

ว่าด้วยเรื่องของเรเชล (ตอนนี้รู้ละว่าชื่อแม๊กกี้ ขอบคุณ คุณ Seam - C มา ณ ที่นี้)
อืม เราเองก็ไม่ได้อะไรกับนางเอกมากขนาดนั้นนา แต่ผู้ชายรอบๆเราดิ มีแต่คนบอกว่านางเอกแก่ไป ส่วนตัวเราว่านางเอกในแบบเคธี่ โฮส์ม จะดูเป็นหญิงแกร่งกว่า ในขณะที่แม๊กกี้ จิลเลียนฮาลจะเล่นออกมาสไตล์อ่อนหวานกว่า ไม่ได้บอกว่าใครเล่นดีกว่ากันนะ แค่รู้สึกว่าออกมาคนละสไตล์

ว่าด้วยฉาก climax
คิดๆดูแล้ว คงจะเป็นฉากที่คุณ Lydia Deetz ว่ามาล่ะมั้ง เพราะมันตอบโจทย์ของแก่นเรื่องได้ดี ตลอดทั้งเรื่องมืดหม่นมาตลอด ขนาดคนดีๆอย่างฮาร์วี่ยังกลายเป็นทูเฟซได้เลย พอมาตอนฉากพี่เบิ้มนักโทษขว้างตัวจุดระเบิดลงทะเลไป วินาทีนั้นแหละถึงได้เห็นแสงสว่างและการมองโลกในแง่ดีของหนังบ้าง ก็เป็นฉากหนึ่งที่ทำให้แก่นเรื่องที่ว่าด้วยความดีความชั่วเติมเต็มอย่างสมบูรณ์ เราเห็นความชั่วร้ายมาทั้งเรื่อง ก็ได้เวลาเห็นความดีบ้างเสียที

ส่วนคำพูด "ผมจะทำในสิ่งที่คุณควรจะทำเมื่อ 10 นาทีที่แล้ว" ที่คุณ SkyKiD ยกมาเป็นข้อสังเกตนั้น น่าสนใจมาก ใช่เลย ประโยคนี้แสดงว่านักโทษมันตั้งใจที่จะไม่กดตั้งแต่ต้นแล้ว ไม่มีการลังเลเลยว่ากดไม่กด เพราะคำตอบของเขาคือ "ไม่กด" ตั้งแต่แรก ในขณะที่เรืออีกลำมีการมาโหวตกันว่ากดหรือไม่กดดี (แถมยังได้ผลโหวตว่า"กด"มากกว่าซะด้วยสิ เหอๆ) แสดงให้เห็นเลยว่า ขนาดนักโทษที่ถูกมองว่าเป็นคนเลวยังมีคุณธรรมในใจเลย แต่ว่าชาวเมืองในเรืออีกลำที่ไม่กดเพราะไม่กล้าต่างหาก ...เรียกว่านักโทษคนนั้นยอมตายอย่างฮีโร่ แทนที่จะกดระบิดแล้วมีชีวิตอยู่ต่ออย่าวายร้ายสินะ (เอ๊ะ แต่มันก็เป็นนักโทษอยู่แล้วนี่หว่า)555

#18 By *cinnamoroll on 2008-07-30 14:25

ไม่นึกว่าตัวเองจะตอบยาวขนาดนี้ แต่ขออีกนิดนะ

เสริมเรื่องประเด็นของโจ๊กเกอร์ต่อ ถึงแม้เราจะเดาความคิดของโจ๊กเกอร์ไม่ออก และไม่อาจชนะโจ๊กเกอร์ได้ แต่อย่างน้อยก็มีวิธีนึงที่ทำให้เราไม่แพ้โจ๊กเกอร์ ซึ่งแบทแมนก็ทำมาแล้วด้วย นั่นก็คือ การศรัทธาในความดี แบทแมนยึดมั่นในความดี และเชื่อในความดีของมนุษย์ เพราะงั้น ตอนหลังก็อธแธมยังเป็นเมืองอยู่ได้ก็เพราะมีคนอย่างแบทแมนคอยปกป้องเนี่ยแหละ ตราบใดที่สังคมยังมีคนที่ยึดมั่นในความดีอยู่ ความชั่วร้ายก็ไม่สามารถครอบครองเมืองได้หรอก big smile

#19 By *cinnamoroll on 2008-07-30 14:37

ชอบที่จขบ.วิเคราะห์โจกเกอร์จังค่ะ เรารู้สึก เราเห็นได้ว่าโจกเกอร์ฉลาดมาก แทนที่จะมองว่าเค้าเป็นตัวร้าย เราว่าสามารถมองได้ว่าเค้าคือด้านมืดของจิตใจ เพียงแค่เลือกหรือจะไม่เลือกทำเท่านั้น ถ้ามีตัวตนจริงๆคงน่ากลัวที่สุดของที่สุด แต่เรากลับชอบตัวละครนี้ที่สุด เพราะเป็นคนที่สัมผัสได้ถึงความเป็นจริง(งงมั้ย) สรุปสั้นๆคือ โจกเกอร์คือมนุษย์จริงๆในสังคมที่เปิดเผยความคิดออกมาให้คนอื่นได้เห็น เราว่าเค้าเดาไม่ยากเลยนะ

ชอตที่เปิดพุงนักโทษออกมาแล้วเห็นโทรศัพท์ที่เป็นสัญญาณจุดระเบิด ตรงนั้นเรารู้สึกพีคมาก สุดยอด ชอบไอเดียโหดๆแบบนี้จัง(หัวเราะ)

#20 By adiana on 2008-07-30 18:30

จะไปเช่าภาคแรกมาดูววววว์
ฮีด เลทเจอร์ สุดยอด (ไม่น่าจากไปเลย) แล้วภาคหน้าใครจะเล่นล่ะ หรือว่าจะเปลี่ยนไปเป็นภาคมิสเตอร์ฟรีซ(อาร์โนว์ - -") แบบว่า แบทแมนจะเป็นยังไงก็ช่างเถิด ตกหลุมรักนังโรคจิตโจ๊กเกอร์นั่นเต็มเปา ใจบอกตัวเองว่า เฮ้ย เนี่ยแหละโจ๊กเกอร์ ไอ้ที่ผ่านๆมาน่ะตัวปลอม

เกิดสโลแกนในใจ "เพราะทำให้ฉันหัวเราะได้ค่ะ"
โฮ้ โฮะๆๆๆๆ ชอบมุขดินสอ กับมุขหมาวิ่งไล่รถสิบล้อ (ฉันเป็นเหมือนหมาที่วิ่งไล่รถสิบล้อ(?) ทั้งๆที่ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าไล่ทันแล้วจะทำไงต่อ)

ปล. อยากจะสารภาพว่าแอบคล้อยเชื่อตอนโจ๊กเกอร์ในฉากโรงพยาบาล ที่มันบอกว่ามันไม่ได้วางแผนอะไรเลย - -" ทำให้งงไปชั่วขณะหนึ่ง

#21 By Jasmine✿Lala~ on 2008-07-30 21:45

จะว่าไปคำพูดของโจ๊กเกอร์ "อนาธิปไตย = แฟร์" ... มันก็อารมณ์เดียวกับ "โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" ล่ะนะครับ

มันเป็นความแฟร์บนความไม่เท่าเทียม เป็นความเสมอภาคที่ใช้บรรทัดฐานของผู้ล่ามาเทียบวัด

ถ้าแฟร์แบบนั้น โลกไม่มีวันสงบสุขแน่ครับ...อันที่จริงฮาร์วีย์ตอนสติดีๆ น่าจะเถียงคำพูดนี้ได้ ... น่าเสียดายที่โดนเข้าไปตอนกำลังจิตตกพอดี

ความฉลาดของโจ๊กเกอร์เขาล่ะครับ...เป็นความฉลาดทางอารมณ์ที่ผิดประเภทแบบสุดโต่งน่ะ sad smile
สำหรับผม
มนุษย์งดงามได้ด้วยความรัก

#23 By O Freunde on 2008-07-31 05:13

ลองไปอ่านที่เราเขียนไว้ดิ ดูหนังเรื่องเดียวกัน แต่คนเขียนยังเขียนไม่เหมือนกัน คนละอารมณ์เลย แต่คล้ายๆนะ

แล้วเจอกันใหม่ด้วยความห่วงใย..confused smile
รีวิวชิ้นเยี่ยมอีกชิ้นเลยครับ

#25 By Oakyman (202.176.81.79) on 2009-04-07 12:02

*cinnamoroll View my profile