บทความนี้อาจเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

ถ้าอยากอ่านแบบไม่ spoiled เลือกอ่านได้ที่ "Ikigami" จะทำอย่างไรเมื่อชีวิตเหลือเวลาอีกแค่ 24 ชั่วโมง?


อิคิงามิ เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูนในชื่อเดียวกัน เนื้อหาได้พูดถึงสังคมญี่ปุ่นในโลกสมมุติ ที่ได้มีกฏหมายเพื่อผดุงความรุ่งเรืองแห่งชาติ โดยมีหลักการว่า ในการสร้างประเทศให้เจริญรุ่งเรือง ประชาชนจำนวนหนึ่งจากการสุ่ม จะได้รับวัคซีนที่มีแคบซูลนาโน ซึ่งมีผลให้รัฐสามารถกำหนดวันตายล่วงหน้าของคนกลุ่มนั้นได้ จากนั้นรัฐก็จะส่งสาสน์มรณะที่เรียกว่า 'อิคิงามิ' ไปบอกเจ้าตัวล่วงหน้า 24 ชั่วโมง เพื่อที่บุคคลผู้นั้นจะได้ตระหนักถึงความตายและคุณค่าของชีวิตที่เหลืออยู่อันน้อยนิด

การ์ตูนญี่ปุ่นสมัยนี้เริ่มมีเนื้อหาวิพากษ์แนวคิดทางปรัชญาพร้อมทั้งเสียดสีสังคมปัจจุบันมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Death Note การ์ตูนสุดฮิตที่ตั้งคำถามถึงความถูกต้องในการพิพากษาอาชญากร และ อันตรายจากการครอบครองอำนาจ สำหรับเรื่อง อิคิงามิ นั้นก็วิพากษ์ถึงประเด็นปรัชญาอย่างหนึ่งเช่นกัน

ลัทธิเพื่อประโยชน์และความผาสุกของสังคมเป็นหลัก (Utilitarianism)

จาก entry ก่อนหน้าได้พูดถึงบทความของนาย John Harris เรื่อง The Survival Lottery ไว้คร่าวๆ แต่เรายังไม่ได้บอกว่าอันที่จริงแล้ว นาย John Harris นั้นเขียนบทความดังกล่าวเพื่อต่อต้านแนวคิดของลัทธิ Utilitarianism นี้ เวลาคนเราอยากจะแสดงความคิดเห็นขัดแย้งในเรื่องใด วิธีง่ายที่สุดคือการยกตัวอย่าง หรือการสะท้อนภาพให้เห็นชัดเจนว่าเรื่องนั้นไม่ดีอย่างไร เขียนอย่างนี้อาจจะงง ที่จะบอกก็คือ เมื่อเราอ่านบทความ The Survival Lottery ที่พูดถึงประเทศที่มีวิธีการสุ่มคนเพื่อฆ่า แล้วอวัยวะไปให้อีกหลายคนที่บาดเจ็บ เชื่อได้ว่าคนส่วนใหญ่ย่อมไม่เห็นด้วยกับวิธีการนี้ (ถ้าใครเห็นด้วยกรุณาบอก จขบ. ด่วน อยากคุยด้วย) นาย John Harris ต้องการสื่อว่า ใครเห็นด้วยกับลัทธินี้ คุณก็ต้องเห็นด้วยกับสังคมแบบนี้สิ แต่ถ้าลึกๆใจคุณไม่เห็นด้วย ก็แสดงว่าความเชื่อแบบนี้มันต้องไม่ใช่เรื่องที่ถูกร้อยเปอร์เซนต์

เราคิดเหมาเอาเองว่าเรื่อง อิคิงามิ ผู้แต่งก็คงมีจุดประสงค์คล้ายกัน เพราะเขาได้จำลองสังคมที่มีลักษณะไม่ต่างกันกับในบทความของ John Harris ซึ่งไม่แน่ว่าผู้เขียนอาจจะต้องการเสียดสีสังคมญี่ปุ่นที่มีแนวคิดไปในทาง 'ชาตินิยม' ก็ได้ สังเกตได้ว่าคนญี่ปุ่นจะปลูกฝังให้ประชาชนทำเพื่อชาติ ใครที่เสียสละเพื่อชาติจะได้รับการยกย่องประหนึ่งวีรบุรุษ แต่ในทางกลับกัน ใครที่ทำให้ประเทศเสียชื่อเสียง น่าอับอายแก่ชาวโลกก็แทบจะไม่มีที่ยืนในสังคมเลยทีเดียว ในเรื่อง อิคิงามิ ก็เช่นกัน ผู้คนที่ตายในแต่ละวัน จะได้รับการประกาศผ่านหน้าจอทีวีตามถนนหนทางว่าเป็นผู้เสียสละแก่สังคม สมควรได้รับการยกย่อง แต่หากมีใครคัดค้านระบอบความคิดนี้ก็จะได้รับการประนามว่าป็นผู้ด้อยทางความคิด และถึงกับถูกจับตัวไปลงโทษเลยทีเดียว เห็นได้ว่า แนวคิดชาตินิยมกับแนวคิด Utilitarianism ก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งสองแนวคิดเน้นเรื่องประโยชน์และความผาสุกของสังคมเป็นหลัก ซึ่งที่จริงมันก็ฟังดูดีมีประโยชน์ แต่ถ้าหากมันสุดโต่งเกินไปละก็ มันจะดีจริงหรือ?

ข้อดีเด่นของเรื่อง อิคิงามิ อีกอย่างก็คือ เรื่องนี้ไม่ได้ตีกรอบด้วยประเด็น Utilitarianism เพียงอย่างเดียว หากกลับลงลึกถึงประเด็นคุณค่าและความหมายของชีวิตของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจมาก

คุณค่าของชีวิต

‘เมื่อมนุษย์รู้ตัวว่าใกล้จะตายและเหลือเวลาอีกเพียงน้อยนิด เมื่อนั้นมนุษย์จึงจะตระหนักถึงคุณค่าของชีวิต’

อิคิงามิ สะท้อนความคิดนี้ด้วยการเล่าเรื่องว่าเมื่อคนเรารู้ว่าตนเองใกล้จะตายจะทำอย่างไรบ้าง เรามักเลือกที่จะทำสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก่อนจะหมดลมหายใจ แต่สิ่งสำคัญที่ว่านั้นคืออะไร บางครั้งเราก็ไม่รู้เลยจนกระทั่งช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต

บางคนอาจคิดว่าเป้าหมายหรือความฝันของตัวเองสำคัญที่สุด ยอมละทิ้งกระทั่งเพื่อนสนิทเพื่อก้าวไปให้ถึงความฝันอย่างรวดเร็ว ดังเช่น นักดนตรีที่ได้รับอิคิงามิคนแรก เขายอมทิ้งคู่หูที่มีความฝันร่วมกันเพื่อก้าวไปในโลกวงการดนตรีอย่างจริงจัง แต่ในคืนสุดท้ายของชีวิต แทนที่เขาจะร้องเพลงวงใหม่ของเขาที่เพิ่งเปิดตัว เขากลับเลือกที่จะร้องเพลงที่เพื่อนสนิทคนเก่าแต่ง และขณะที่ร้องก็รำลึกถึงความสุขในอดีตที่เคยมีร่วมกันกับเพื่อนคนนั้น จากตอนนี้ทำให้เราต้องกลับมาคิดว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตกันแน่ ความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ทำไมเราต้องรอให้ตัวเองใกล้ตายก่อนถึงจะไปคืนดีกับเพื่อน ทำไมไม่ทำเสียตั้งแต่ตอนนี้

ตอนที่นับว่าเศร้าสะเทือนใจที่สุดของเรื่อง คือตอนที่คุณแม่นักการเมืองผู้มีอุดมการณ์และความแน่วแน่ที่จะชนะการเลือกตั้ง ยอมใช้ลูกชายที่กำลังจะตายเป็นเครื่องมือไปสู่เป้าหมาย ในขณะที่ลูกก็รู้สึกเคียดแค้นโทษว่าที่ตัวเองเป็นแบบนี้ก็เพราะแม่ ตอนนี้สะท้อนปัญหาครอบครัวอย่างจริงจัง การที่คนเราจะเติบโตมาเป็นคนเช่นไร พื้นฐานหลักๆมาจากครอบครัวเสมอ แม้ว่าครอบครัวจะอยู่กันครบพ่อแม่ลูก แต่ถ้าไม่มีความรักความเอาใจใส่ให้แก่กันและกัน ก็ไม่ต่างกับคนแปลกหน้าที่บังเอิญอยู่บ้านเดียวกันเท่านั้น และวาระสุดท้ายของเขาก็ต้องเสียเปล่าไปกับการทำร้ายผู้อื่นและที่แย่กว่านั้น คือทำร้ายตนเอง

บางครอบครัวแม้ว่าจะไม่มีพ่อแม่คอยปกป้องคุ้มครอง แต่ก็สามารถเติบโตมาด้วยจิตใจที่ดีได้ ถ้าได้รับความรักและความห่วงใยจากใครสักคน ดังคู่พี่น้องในตอนที่สาม ถ้าอ่านจากการ์ตูน จะเห็นว่าคนพี่เองก็มีชีวิตมาแบบเหลวแหลกพอสมควร นั่นเพราะเขาเป็นเด็กกำพร้า ไม่มีพ่อแม่คอยช่วยเหลือ แต่ดีที่เขายังมีน้องสาวเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เพราะฉะนั้นในวาระสุดท้ายของชีวิต เขาจึงยอมโกหกครั้งใหญ่เพื่อให้น้องสาวสามารถมีชีวิตต่อไปโดยปราศจากเขาได้

กฏเพื่อผดุงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองแห่งชาติ

สิ่งที่ฉลาดที่สุดของหนังหรือการ์ตูน (หรือจะพูดถูกที่สุดคือผู้เขียน) ก็คือ กฏเพื่อผดุงไว้ซึ่งความรุ่งเรืองแห่งชาติ ถ้ามองกันเผินๆว่า กฏนี้มีไว้เพื่อปลิดชีวิตประชาชน ฟังอย่างไรก็ดูไม่น่าเห็นด้วย ช่างไร้ซึ่งความเมตตาและไร้ซึ่งมนุษยธรรมสิ้นดี แต่ผู้เขียนกลับใส่รายละเอียดของกฏดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจุดมุ่งหมายของกฏ หรืออภิสิทธิ์ที่มีให้แก่ผู้ที่ได้รับอิคิงามิ ซึ่งมันยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งทางศีลธรรมในใจเราว่า เอ๊ะ หรือกฎดังกล่าวนี้จะเป็นสิ่งที่ถูกต้องกันแน่ ?

1. กฏหยิบใช้ประเด็นเรื่องคุณค่าของชีวิตมาบีบให้มนุษย์เราทำสิ่งที่ดี โดยวางอยู่บนหลักที่ว่าพอวาระสุดท้ายของชีวิตใกล้มาถึง คนเราย่อมเลือกทำแต่สิ่งดีๆแน่นอน ซึ่งหนังก็แสดงออกมาทั้งสองแบบ บางคนเลือกทำเพื่อผู้อื่นก็จริง แต่บางคนก็เลือกที่จะระบายความโกรธแค้นใส่ผู้อื่นแทน ในเรื่องราวตอนแรกสุด ฟูจิโมโตะได้บอกว่าเพลง "ป้ายบอกทาง" ที่นักดนตรีคนนั้นได้ร้องเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต เป็นเพลงที่เพราะและมีความหมายจับใจที่สุดจนทำให้ผู้ฟังหลายคนชื่นชอบ แต่หัวหน้าเขากลับแย้งว่ามันเป็นเพราะวคนร้องรู้ซึ้งถึงคุณค่าของชีวิตหรือเปล่า เลยทำให้เขาร้องจากใจแล้วสามารถสื่อไปให้คนฟังได้ ตรงนี้เป็นสิ่งที่น่ากลับไปคิดอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ถึงแม้อิคิงามิจะทำให้เรารู้จักคุณค่าของชีวิต (อย่างกระทันหันสุดๆ) แต่ก็ไม่ต่างอะไรกับการบีบบังคับ มันฟังดูน่าขันเพราะในเมื่อเราเกิดมาทุกคนก็ต้องตายอยู่ดีไม่ว่าจะเมื่อไหร่ แล้วทำไมเราถึงต้องใช้ความตายที่กำหนดโดยผู้อื่น มาเป็นเครื่องมือเพื่อให้เรารู้ถึงคุณค่าของชีวิตด้วย ?

2. กฎดังกล่าวมีรายละเอียดปลีกย่อยเช่น คนที่ได้รับอิคิงามิจะมีสิทธิ์ใช้ชีวิตทุกอย่างฟรีหมด ไม่ว่าจะไปกินเที่ยวที่ไหนก็ตาม ทั้งได้รับการยกย่องจากสังคม และได้รับเงินค่าชดเชยให้แก่ครอบครัวด้วย แต่ว่า หากผู้รับอิคิงามิเกิดทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย หรือทำร้ายผู้อื่น เงินค่าชดเชยนั้นจะยกไปให้ครอบครัวผู้เสียหายแทน แล้วครอบครัวตัวเองก็จะโดนประนามว่าเป็นผู้ด้อยทางความคิด สรุปคือ กฏหมายนี้ครอบคลุมความเป็นไปได้ที่จะเกิดทั้งหมด รวมทั้งราวกับขู่ผู้ที่กำลังจะตายด้วยว่า 'จงยอมรับความตายซะดีๆ ไม่งั้นพอแกตายไป ครอบครัวแกจะเดือดร้อนด้วยนะ' ในขณะเดียวกันกฎหมายนี้ก็เข้าใจหาวิธีให้ประชาชนซาบซึ้งถึงความบุญคุณยิ่งใหญ่ของมันแบบเนียนๆ ดังจะเห็นในตอนที่สาม เมื่อพี่ชายสามารถบริจาคดวงตาแก่น้องสาวโดยตรงได้ ทั้งๆที่ปกติคนทั่วไปทำไม่ได้แต่คนที่ได้รับอิคิงามิกลับได้รับสิทธิ์เป็นกรณีพิเศษ ดูไปดูมาเหมือนว่ากฎหมายดังกล่าวนี้ช่วยเหลือเขาซะงั้น และอิคิงามิที่เป็นเหมือนยมฑูตมาพรากชีวิตเขากลับกลายเป็นพรจากพระเจ้าขึ้นมาทันที !?


สิ่งที่ภาพยนตร์ต่างจากการ์ตูน

1. พระเอก
ฟูจิโมโตะ หรือพระเอกผู้ทำหน้าที่ดำเนินเรื่อง ในการ์ตูนดูจะเย็นชากว่านี้ และไม่ได้คิดขัดแย้งกับกฎอย่างโจ่งแจ้ง เพียงแต่จะค่อยๆ รู้สึกสงสัยในความถูกต้องของกฎผ่านความตายของแต่ละคนที่พบเจอ แต่ในหนังเหมือนว่าพระเอกจะมีใจคัดค้านอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ต้นเรื่องแล้ว ตรงนี้แม้จะต่างกัน แต่ก็รู้สึกว่าความต่างนั้นมีผลมาจากระยะเวลาของเรื่องมากกว่า

2. หนังมองโลกในแง่ดีกว่าการ์ตูน
ส่วนตัวเราว่าการ์ตูนมันจะมีหลายตอนที่อ่านแล้วรู้สึกมันมืดหม่นยังไงก็ไม่รู้ เช่นเรื่องนักการเมืองหญิง ตามการ์ตูนไม่ได้มีปมในอดีตว่าเคยเป็นกบฏทางความคิดมาก่อนนะ พูดง่ายๆคือในการ์ตูน คุณแม่นักการเมืองเลวของจริงค่ะ -*-

3. เรื่องการล้างสมอง
ตามการ์ตูนคนที่คิดต่อต้านกฎ หรือเป็นกบฎทางความคิด จะโดนประหารด้วยวัคซีนนาโน แต่ในหนังโดนจับตัวไปล้างสมองแทน ด้วยวิธีใดในหนังไม่ได้บอก แต่พอออกมาคนเหล่านั้นก็หันมาสนับสนุนกฏดังกล่าวเฉยเลย เห็นตัวอย่างจากคุณแม่นักการเมืองและคนที่โผล่มาฉีดยาให้เด็กตอนสุดท้าย อันนี้เราว่าหนังเข้าใจเอามาดัดแปลง เพราะมันเพิ่มประเด็นเรื่องสังคมเผด็จการได้ชัดเจนมาก อ้อ รวมทั้งการใช้มุมกล้องวงจรปิดก็ด้วย ทำให้เรารู้สึกเหมือนโดนรัฐบาลจับตาทุกฝีก้าว ทุกคนถูกควบคุม ไม่มีใครเป็นอิสระอย่างแท้จริง

แม้ว่าหนังจะสะท้อนสังคมที่มีวิธีกำจัดคนอย่างเลือดเย็นที่สุด แต่อย่างน้อยสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ห่างหายไปจากมนุษย์สังคมไหนก็ตาม ก็คือ 'ความรัก' ที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างครอบครัว หรือความรักระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

...


สิ่งที่อยากบอกเพิ่มเติม

1. เพลง Michishirube (ป้ายบอกทาง) ของ Philharmounique มีเนื้อหาที่เข้ากับเนื้อเรื่องสุดๆ
2. ชอบทากายูกิ ยามาดะ ในเรื่องนี้
3. รู้สึกว่าหนังกับการ์ตูนมีข้อดีกันคนละแบบ และเราชอบทั้งสองแบบ
...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เพิ่งไปดูมาเมื่อวาน ดูคนเดียว น้ำตาซึม cry แต่เรื่องดี ชอบมาก

#1 By Paa orKant on 2008-12-30 15:29

รีวิวหนังไดดี จนอดไม่ได้ที่ Add fav. เลยล่ะค่ะ ^^

น่าดูจังน่า ไปหาดูมาดีกว่า
ญี่ปุ่นเค้าสร้างหนัง การ์ตูน ดีจริงๆ คนที่เขียนยทละครคงมีมิติในตัวเองสูงมาก

เยี่ยมเลยค่ะ big smile

#2 By a.while on 2008-12-30 15:31

เราติดการตูนโคดเลยอะเรื่องนี้

ยังไม่ได้ดูแบบหนังเลย

สงสัยต้องหาเวลาว่างไปดูให้ได้สะแล้ว

#3 By !•[[NiShin]]•! on 2008-12-30 16:18

เปิดเผยเนื้อหาก็ยังไม่อ่านนะสิ เพราะยังไม่ดู ^^



แต่ไปแอบอ่าน entry ที่แล้ว มาแล้ว



น่าดูมั่กๆ ^^

#4 By sansanae on 2008-12-31 00:39

ว่าจะไปดู....


สวัสดีปีใหม่ครับconfused smile

#5 By wesong on 2008-12-31 16:50

ดูแล้วน้ำตาจะไหลจริงๆconfused smile
big smile

#7 By LittleBiRD on 2009-04-07 12:44

*cinnamoroll View my profile